สว.ถกเดือด จ่อหั่นฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน สกัดทุนสีเทาอาชญากรรมข้ามชาติ
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยมี พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ห้า พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ร่วมประชุมพิจารณาศึกษามาตรการของรัฐบาล กรณีการทบทวนนโยบาย “ยกเว้นวีซ่า 60 วัน” หรือ Free Visa และแนวทางกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม “พำนักไม่เกิน 30 วัน”
การประชุมครั้งนี้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อประเมินผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของประเทศ
ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อการใช้ช่องว่างของมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน ในการลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ตั้งธุรกิจนอมินี ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มทุนสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต และ เกาะพะงัน
กรรมาธิการหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้มาตรการฟรีวีซ่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 แต่หากขาดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่เปิดช่องให้เครือข่ายผิดกฎหมายแฝงตัวเข้ามาในประเทศได้ง่ายขึ้น
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยมี พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ห้า พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ร่วมประชุมพิจารณาศึกษามาตรการของรัฐบาล กรณีการทบทวนนโยบาย “ยกเว้นวีซ่า 60 วัน” หรือ Free Visa และแนวทางกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม “พำนักไม่เกิน 30 วัน”

การประชุมครั้งนี้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อประเมินผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของประเทศ
ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อการใช้ช่องว่างของมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน ในการลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ตั้งธุรกิจนอมินี ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มทุนสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต และ เกาะพะงัน
กรรมาธิการหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้มาตรการฟรีวีซ่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 แต่หากขาดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่เปิดช่องให้เครือข่ายผิดกฎหมายแฝงตัวเข้ามาในประเทศได้ง่ายขึ้น
ด้านผู้แทนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การปรับลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน อาจส่งผลต่อตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากประมาณ 2.5 ล้านคน เหลือราว 1.6 ล้านคน จากการแข่งขันด้านมาตรการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมย้ำชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ป้องกันแรงงานเถื่อน และลดปัญหาการใช้ไทยเป็นฐานธุรกิจผิดกฎหมายในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ยกระดับมาตรการคัดกรองบุคคลเข้าเมือง โดยนำระบบ APPS (Advance Passenger Processing System) มาใช้ตรวจสอบและสกัดบุคคลต้องห้ามตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้บูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและคัดกรองบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนนโยบายตรวจลงตรา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับดูแลภาพรวม ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย เสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก” อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการด้านการท่องเที่ยวและความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
การปรับลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน อาจส่งผลต่อตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากประมาณ 2.5 ล้านคน เหลือราว 1.6 ล้านคน จากการแข่งขันด้านมาตรการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมย้ำชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ป้องกันแรงงานเถื่อน และลดปัญหาการใช้ไทยเป็นฐานธุรกิจผิดกฎหมายในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ยกระดับมาตรการคัดกรองบุคคลเข้าเมือง โดยนำระบบ APPS (Advance Passenger Processing System) มาใช้ตรวจสอบและสกัดบุคคลต้องห้ามตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้บูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและคัดกรองบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แต่งตั้ง
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยมี พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ห้า พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ร่วมประชุมพิจารณาศึกษามาตรการของรัฐบาล กรณีการทบทวนนโยบาย “ยกเว้นวีซ่า 60 วัน” หรือ Free Visa และแนวทางกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม “พำนักไม่เกิน 30 วัน”
การประชุมครั้งนี้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อประเมินผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของประเทศ
ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อการใช้ช่องว่างของมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน ในการลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ตั้งธุรกิจนอมินี ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มทุนสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต และ เกาะพะงัน
กรรมาธิการหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้มาตรการฟรีวีซ่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 แต่หากขาดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่เปิดช่องให้เครือข่ายผิดกฎหมายแฝงตัวเข้ามาในประเทศได้ง่ายขึ้น
ด้านผู้แทนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การปรับลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน อาจส่งผลต่อตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากประมาณ 2.5 ล้านคน เหลือราว 1.6 ล้านคน จากการแข่งขันด้านมาตรการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมย้ำชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ป้องกันแรงงานเถื่อน และลดปัญหาการใช้ไทยเป็นฐานธุรกิจผิดกฎหมายในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ยกระดับมาตรการคัดกรองบุคคลเข้าเมือง โดยนำระบบ APPS (Advance Passenger Processing System) มาใช้ตรวจสอบและสกัดบุคคลต้องห้ามตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้บูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและคัดกรองบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนนโยบายตรวจลงตรา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับดูแลภาพรวม ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย เสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก” อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการด้
านการท่องเที่ยวและความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป








