สกลนคร มท.2 “พลพีร์”พบกำนัน ผญบ.ชูแนวทางลดค่าครองชีพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
สกลนคร มท.2 “พลพีร์”พบกำนัน ผญบ.ชูแนวทางลดค่าครองชีพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
“พลพีร์” มอบแนวทางขับเคลื่อนภารกิจ มท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.สกลนคร ผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ-ติดโซลาร์เซลล์-มอเตอร์ไซค์ EV กำชับบทบาท ข้าราชการมหาดไทยและผู้นำชุมชน “ต้องทำงานเชิงรุก” ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงจัง เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดี
วันนี้ (17 ส.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพรรณานิคม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย แก่หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมี นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุกลนคร ผู้แทนกรมที่ดิน ผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสลนคร และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม โดยนายพลพีร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อพบปะผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นและประชาชน เพื่อเน้นย้ำถึงนโยบายด้านความปลอดภัยในสังคม โดยได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการร่วมกันสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองทั้งในสถานศึกษาและชุมชน รวมถึงให้ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อช่วยเหลือเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหานอมินี เรื่องนโยบายสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือนตาม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด
นายพลพีร์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติด ขอความร่วมมือให้ฝ่ายปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อกวาดล้างยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งนี้ หากสามารถลดปัญหายาเสพติดได้สำเร็จ จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้ในการบำบัดและปราบปราม พร้อมย้ำหน้าที่ของผู้นำชุมชนต้องทำให้ชุมชนปลอดภัย โดยปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ความมุ่งมั่น ทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ
“ขอชื่นชมความเสียสละของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นด่านหน้าทำงานอย่างหนักในช่วงวิกฤตโควิด-19 จนเป็นที่มาของการพิจารณาปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้ในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกัน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละแต่ยังคงขาดแคลนทั้งค่าตอบแทนประจำและเครื่องแบบ โดยรับปากว่าจะเร่งผลักดันสวัสดิการและจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่ ชรบ. อย่างเต็มความสามารถ สำหรับเรื่องการลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายของประชาชน อาทิ การปรับลดค่าไฟ การผลักดันภาระค่าไฟถนนสาธารณะออกจากบิลของประชาชน และการลดภาระหนี้สินผ่านการอุดหนุนดอกเบี้ยกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนหมู่บ้าน และดอกเบี้ย ธ.ก.ส. ให้ประชาชนคนละครึ่ง รวมถึงการปรับปรุงโครงการจำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กระจายลงสู่ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อลดภาระค่าเดินทางของชาวบ้าน อีกทั้งยังมีการปรับปรุงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกับจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการอุทธรณ์สิทธิและลดขั้นตอนการติดต่อราชการ”
“รัฐบาลเตรียมมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยจะมอบเงินอุดหนุนคันละ 10,000 บาท พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 เพื่อลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประชาชนและ อสม. นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันโครงการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือน โดยรัฐบาลจะอุดหนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาท และให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ส่วนที่เหลือด้วยดอกเบี้ยต่ำโดยใช้ประวัติการชำระค่าไฟเป็นเกณฑ์พิจารณา ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปขายคืนให้แก่รัฐ เพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาผ่อนชำระกับธนาคารโดยไม่ต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของตนเอง ขอให้หน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุก ปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วและเข้าถึงประชาชน อาทิ กรมที่ดิน (ทด.) ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณะและเร่งรัดการออกโฉนด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต้องจัดระเบียบการนำสายเคเบิลลงใต้ดินอย่างเป็นระบบพร้อมซ่อมแซมผิวจราจรให้ปลอดภัย การประปาต้องดูแลคุณภาพน้ำให้สะอาดและมีแรงดันเพียงพอ กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ต้องปรับรูปแบบการปล่อยกู้ของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่มีตลาดรองรับ บริหารจัดการให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้กลุ่มสตรีที่กู้เงินไปสามารถสร้างกำไรและปลดหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า เรื่องการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งให้กำลังใจคนทำงานว่าอย่าหวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ให้ยึดถือผลประโยชน์และการดูแลประชาชนในพื้นที่เป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ ขอให้ผู้นำชุมชนช่วยกันใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย วิทยุหอกระจายข่าว ในการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลให้ชาวบ้านรับทราบ พร้อมทั้งร่วมทำงานบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาจังหวัดสุรินทร์ และขอเป็นกำลังใจให้แก่ข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน

วัฒนะ แก้วก่า/สกลนคร
