วัชรินทร์”รองอธิบดีอัยการ “บิ๊กอ้อ” ร่วมประชุม คดีเป้ 140 ล้าน” หลัง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์”เซ็นตั้ง ผู้ช่วย”อัคราเดช พิมลศรี”เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคนใหม่ จัดพนักงานสอบสวนเเน่น 60 กว่าคน
“วัชรินทร์”รองอธิบดีอัยการ “บิ๊กอ้อ” ร่วมประชุม คดีเป้ 140 ล้าน” หลัง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์”เซ็นตั้ง ผู้ช่วย”อัคราเดช พิมลศรี”เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคนใหม่ จัดพนักงานสอบสวนเเน่น 60 กว่าคน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. เวลา 10.00 น.ที่กองบังคับการปราบปรามห้องประชุมชั้น 2 นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผช.ผบ.ตร.พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.พ.1.พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ประจำ ตร.พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง.ผบช.ก.เข้าร่วมประชุมพร้อมชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน คดี 140 ล้าน สำหรับคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีการกล่าวหา พล.ต.ต. กัมพล ลีลาประภาภรณ์ กับพวกรวม 10 ราย ตลอดจนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ในข้อกล่าวหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ,เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ,ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ,และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีไปจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน แล้วนำตัวไปรีดเงิน 140 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเคลียคดี จนมีวลีเด็ดว่า “เป้รักผู้การเท่าไหร่ เป้เขียนมา” แต่ภายหลังกลุ่มผู้ต้องสงสัยไม่พอใจกับพฤติกรรมของตำรวจชุดจับกุม จึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.คูคต จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีกับตำรวจชุดดังกล่าว ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณา และต่อมา ป.ป.ช. ก็มีคำสั่งให้ส่งสำนวนกลับมาให้ชุดพนักงานสอบสวนทำคดีต่อ ซึ่งคดีดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องมีพนักงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับตำรวจในชั้นสอบสวนด้วย ซึ่งเดิมทีเป็นอำนาจของสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี แต่เนื่องด้วยมีการเกิดเหตุในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และเชียงราย ทางสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี จึงทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด ว่าเห็นควรให้ทำคดีนี้อย่างไร ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งให้สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ทำคดีร่วมสอบสวนกับตำรวจ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานทำสำนวนเสนอไปยังอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตฯ พิจารณา



