วันเสาร์, สิงหาคม 15, 2026
Latest:
ในประเทศ

นนทบุรี วงจรปิด เจ้าของธุรกิจรับฝากรถร้องสื่อ ลูกค้าจอดรถเกินเวลา แถมเมากร่าง เกิดทะเลาะวิวาท เรียก 3 แสน คาดถูกตบทรัพย์

นนทบุรี วงจรปิด เจ้าของธุรกิจรับฝากรถร้องสื่อ ลูกค้าจอดรถเกินเวลา แถมเมากร่าง เกิดทะเลาะวิวาท เรียก 3 แสน คาดถูกตบทรัพย์ จากกรณีเพจ ”อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น Part 7” โพสต์คลิปวงจรปิด พร้อมระบุเรื่องราวของผู้ประกอบการธุรกิจรับฝากรถ เจอลูกค้าจอดเกินเวลา ซ้ำยังบุกรุกเพื่อมาเอารถคืนนอกเวลาเปิด-ปิดสถานที่ ก่อนจะมีปากเสียงและเกิดการทะเลาะวิวาทกัน โดยฝั่งลูกค้าได้เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ซึ่งฝั่งเจ้าของธุรกิจรับฝากรถมองว่าถูกตบทรัพย์ จึงมาร้องสื่อเพื่อขอความเป็นธรรม ภาพจากกล้องวงจรปิด เวลา 20.58 น. วันที่ 2 พ.ค. 69 จับภาพขณะนายพิชญุฒม์ (คู่กรณี) พร้อมกลุ่มเพื่อนเดินมาเอารถยนต์ และมีการโต้เถียงกับแฟนสาวของนายเอ (เจ้าของร้านรับฝากรถ) เรื่องการนำรถออกเกินเวลารับฝาก จากนั้นนายเอได้นุ่งผ้าขนหนูเดินออกมาจากห้องน้ำ ยืนดูอยู่ซักระยะ และตะโกนถามนายพิชญุฒม์ว่า “หรือจะให้แจ้งความบุกรุก” ก่อนที่นายพิชญุฒม์จะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ก็กูจะออกแล้วเนี่ย” จากนั้นได้เดินปรี่เข้าไปหานายเอ เมื่อนายเอเห็นท่าไม่ดีจึงดันอกนายพิชญุฒม์ 1 ครั้ง แต่นายพิชญุฒม์ก็ยังไม่หยุด พยายามเข้ามาหานายเออีก นายเอจึงหยิบเหล็กบาร์ออกกำลังกายที่วางอยู่ใกล้มือ ฟาดเข้าที่ใบหน้าของนายพิชญุฒม์ไป 1 ครั้ง ก่อนที่กลุ่มเพื่อนของนายพิชญุฒม์ จะเข้ามาห้ามและนำตัวออกจากร้านไป *** คลิปเหตุการณ์ขณะที่แฟนของนายเอ (นามสมมุติ) เป็นผู้ถ่ายคลิปหลังเกิดเหตุปะทะกัน โดยกลุ่มเพื่อนของนายพิชญุฒม์ (คู่กรณี) พยายามพาตัวขึ้นรถกลับ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 69 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางมายังจุดรับฝากรถยนต์ฝั่งตรงข้ามวัดสลักเหนือ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวกับ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.56 น. กลุ่มของ นายพิชญุฒม์ (คู่กรณี) ซึ่งเป็นลูกค้า ได้นำรถยนต์มาฝากจอดที่ร้านของตนเพื่อเดินทางไปเที่ยวเกาะเกร็ด จนกระทั่งกลับมารับรถในสภาพมึนเมา แฟนของตนจึงได้เข้าไปแจ้งว่านายพิชญุฒม์จอดรถเกินเวลาที่กำหนดไว้ (ร้านรับฝากถึงเวลา 19.00 น.) ทำให้นายพิชญุฒม์เกิดความไม่พอใจและส่งเสียงโวยวายใส่แฟนของตน ทั้งที่รถยนต์คันที่จอดเกินเวลานั้นเป็นรถของเพื่อนในกลุ่ม ไม่ใช่ของนายพิชญุฒม์เอง ขณะเกิดเหตุตนกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อได้ยินเสียงโวยวายจึงออกมาดู แต่นายพิชญุฒม์กลับเปลี่ยนเป้าหมายหันมาโวยวายใส่ตนแทน ตนจึงได้เอ่ยปากเตือนว่าอย่าเข้ามา หากเข้ามาจะถือว่าเป็นการบุกรุก แต่นายพิชญุฒม์ไม่ฟัง พยายามปรี่เข้าหาทำให้ตนต้องใช้มือดันอกออกไป 1 ครั้ง เมื่อนายพิชญุฒม์ไม่ยอมหยุดและยังคงพยายามจะเข้ามาทำร้าย ตนจึงหยิบเหล็กบาร์ออกกำลังกายที่วางอยู่ใกล้มือ ฟาดเข้าที่ใบหน้าของนายพิชญุฒม์ไป 1 ครั้ง แม้เพื่อนของคู่กรณีจะเข้ามาช่วยห้าม แต่นายพิชญุฒม์ก็ยังคงไม่หยุดและพยายามจะเข้ามาทำร้ายตนต่อ ตนจึงไล่กลุ่มคู่กรณีออกไป ก่อนเรื่องราวจะบานปลายกลายเป็นคดีความ นายเอ (นามสมมุติ) ระบุว่า ตนติดใจในพฤติการณ์ของคู่กรณีและรายละเอียดในใบรับรองแพทย์ถึง 2 ฉบับ ใบรับรองแพทย์ฉบับแรก ระบุเวลาเกิดเหตุประมาณ 21.00 น. ซึ่งตนคาดว่าคู่กรณีรอให้ตัวเองสร่างเมาก่อนค่อยไปตรวจ โดยแพทย์ลงความเห็นให้หยุดงาน 2 สัปดาห์ ใบรับรองแพทย์ฉบับที่สอง (10 พ.ค.) คู่กรณีไปตรวจร่างกายซ้ำที่โรงพยาบาลหัวเฉียว ซึ่งครั้งนี้แพทย์ลงความเห็นให้หยุดพักรักษาตัวประมาณ 1 เดือน จากใบรับรองแพทย์ฉบับหลัง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหากับตนในความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส” ซึ่งมีโทษทางอาญา และปัจจุบันเรื่องอยู่ในชั้นศาล นายเอ (นามสมมุติ) ยืนยันว่า การกระทำทั้งหมดทำไปเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัวจากคนเมาขาดสติ นอกจากนี้ตนยังได้โทรเจรจาเรื่องค่าเยียวยารักษาพยาบาล นายพิชญุฒม์ได้หลุดปากพูดเองว่า “จริงๆ แล้ว ตัวเองหยุดงานไปแค่ 1 อาทิตย์ ก็เสียหายเยอะมาก” ตนจึงมองว่าหากบาดเจ็บสาหัสจริง คงไม่ได้หยุดงานแค่สัปดาห์เดียวอย่างที่พูด นอกจากนี้ เรื่องค่าเรียกร้องความเสียหาย คู่กรณีได้เรียกร้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 200,000 บาท ขึ้นเป็น 300,000 บาท ตนจึงต้องการเรียกร้องให้มีการสอบปากคำใหม่อีกครั้งทั้งสองฝ่าย เนื่องจากโทษระหว่าง “ได้รับบาดเจ็บ” กับ “ได้รับบาดเจ็บสาหัส” มีความแตกต่างกันอย่างมาก และตนไม่ยินยอมที่จะตกเป็นจำเลยในข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หมายเหตุ : เบลอหน้าทุกคนครับ/คลิปเสียงสนทนาระหว่างตัวแทนของฝั่งนายเอ และนายพิชญุฒม์ (คู่กรณี)