ปราจีนบุรี สกัดแผนลอบสังหาร 5 เครือข่ายสิทธิฯ แถลงเปิดแผลทุนเทา EEC แฉตั้งค่าหัว 2 ล้าน ล่า 2 แกนนำสิ่งแวดล้อมปราจีนบุรี—ยื่น UN-กสม. คุ้มครองฉุกเฉิน
ปราจีนบุรี สกัดแผนลอบสังหาร 5 เครือข่ายสิทธิฯ แถลงเปิดแผลทุนเทา EEC แฉตั้งค่าหัว 2 ล้าน ล่า 2 แกนนำสิ่งแวดล้อมปราจีนบุรี—ยื่น UN-กสม. คุ้มครองฉุกเฉิน
กรุงเทพฯ — ปราจีนบุรี — สถานการณ์ภัยคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออกยกระดับความรุนแรงสู่ขั้นวิกฤต หลัง 5 องค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), Protection International (PI) และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางเพจคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช. ได้แพร่ภาพสด
: งานแถลงข่าว เปิดสถานการณ์คุกคามถึงชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เผยข้อมูลขบวนการว่าจ้างลอบสังหาร พร้อมเจาะลึกเงามืดทุนจีนและมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ EECเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ในหัวข้อ “เปิดสถานการณ์คุกคามถึงชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เผยข้อมูลขบวนการว่าจ้างลอบสังหาร พร้อมเจาะลึกเงามืดทุนจีนและมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC”
ที่ประชุมเปิดเผยพยานหลักฐานชี้ชัดว่า นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง และนายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี กำลังตกเป็นเป้าหมายสังหารของกลุ่มอิทธิพลที่เสียผลประโยชน์จากการถูกเปิดโปงขบวนการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมอันตราย โดยพบพฤติกรรมคุกคามหลายรูปแบบ
จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวในพื้นที่ ยืนยันสอดคล้องกันว่ามีกลุ่มทุนเสียผลประโยชน์ร่วมลงขันว่าจ้างมือปืนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี โดยตั้งค่าหัวแกนนำทั้งสองคนละ 2 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบการสะกดรอยและข่มขู่ ทั้งการโทรศัพท์ข่มขู่เอาชีวิต ขับรถติดตามกระชั้นชิด และแอบซุ่มมองบริเวณบ้านพัก ซึ่งตรวจพบหลักฐานเศษก้นบุหรี่ ขวดน้ำ และขวดยาชูกำลังในบริเวณดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดเหตุวางยาสุนัขที่บ้านพักของนายสุเมธจนเสียชีวิตติดต่อกัน 3 ตัว ภายในเวลาเพียง 2 วัน หลังออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านมลพิษ รวมถึงการใช้นิติสงคราม (SLAPP) ฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างเป็นระบบเพื่อปิดปากและสร้างภาระแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน
นางสาวอรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง และนางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุตรงกันว่า พื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ถูกกว้านซื้อที่ดินตั้งโรงงานผิดกฎหมายรองรับขยะพิษ ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทาและทุนจีน สร้างอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท โดยทางเครือข่ายฯ ได้ยื่น 4 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ทั้งการคุ้มครองความปลอดภัยแกนนำ, กวาดล้างขบวนการทุนเทา, ทบทวนกฎหมาย EEC และปฏิบัติตามกลไกสากลคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อสร้างความโปร่งใสตามมาตรฐาน OECD
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เข้ายื่นหนังสือด่วนต่อ นายลูอิส อกีล่า เอสปอนด้า รักษาการหัวหน้าทีมประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทาง UNOHCHR เตรียมส่งหนังสือแสดงข้อห่วงกังวลไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ตำรวจภูธรภาค 2 และผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมทำรายงานเสนอต่อผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเพื่อลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์
นอกจากนี้ คณะได้เข้าพบ นางศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งรับปากดำเนินการเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่ การติดตามคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุดที่จะมีความคืบหน้าในวันที่ 13 สิงหาคม 2569, การทำหน้าที่เป็นกลไกกลางประสานตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย พร้อมเปิดสายด่วนฉุกเฉิน และการเตรียมลงพื้นที่ร่วมกับ UNOHCHR และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงลึก
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังภาครัฐว่า หากสามารถป้องกันภัยคุกคามได้แต่ไม่ดำเนินการ ความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องชีวิตประชาชนและหลักนิติธรรม
ต่อมาในเวลา 20.55 น. วันเดียวกัน ( 6 ส.ค.) นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง และนายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว
โดยนายสุเมธกล่าวถึงภัยคุกคามว่า ตนและทีมงานถูกคุกคามมาแล้ว 3-4 ครั้ง แต่ครั้งนี้หนักหนาและใกล้ตัวอย่างมาก มีข่าวคราวเรื่องการหมายปองชีวิตและการลงขันสั่งเก็บทั้งตนเอง นายสุนทร และทีมงาน อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าไม่ท้อถอย เพราะสิ่งที่สู้เป็นการทำเพื่อชุมชนและบ้านเกิดที่กำลังถูกทำลายจากขยะพิษ กลิ่น ควัน และมลพิษ โดยสาเหตุสำคัญมาจากการออกมาร่วมตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนจีนเทาและโรงงานเถื่อน ซึ่งไปขัดขวางผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มอิทธิพล
ขณะที่ นายสุนทร คมคาย ได้กล่าวถึงขบวนการฟ้องปิดปาก (SLAPP Suits) ว่า หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ก็ไม่ควรต้องมาโกรธแค้นหรือคิดทำร้ายประชาชน การขู่เอาชีวิตหรือการฟ้องปิดปากมีเหตุผลเดียวคือกลุ่มทุนกำลังกระทำความผิดและเสียผลประโยชน์ จึงอยากฝากถึงกลุ่มทุนเหล่านั้นให้นำเงินที่จะใช้ฟ้องร้องหรือใช้อิทธิพล ไปปรับปรุงโรงงาน แก้ไขมลพิษ และทำตามมาตรฐานกฎหมายจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า พร้อมระบุว่าได้ผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มส.) และ กป.อพช. จัดเวทีเสวนาและแถลงข่าวเพื่อเปิดโปงภัยคุกคามนักสู้สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับความเคลื่อนไหวภาคประชาชน ขณะนี้เครือข่ายฯ ได้รวบรวมรายชื่อชาวบ้านได้กว่า 10,000 รายชื่อ และอยู่ระหว่างรวบรวมเพิ่มเติม เพื่อเตรียมยื่นต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เพื่อยืนยันจุดยืนคัดค้านไม่ให้รวมปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ในเขต EEC พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมเร่งซ่อมแซมทางหลวงสาย 304 และ 359 ในจังหวัดปราจีนบุรี ที่พังเป็นรูกระทะจากการสัญจรของรถบรรทุกหนักอุตสาหกรรม รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างริมทางดับมืดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนในพื้นที่
###มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี###

