วันจันทร์, กรกฎาคม 20, 2026
Latest:
ในประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่อง  ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5 ในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ 

นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่อง

ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5 ในพื้นที่ จว.เชียงใหม่

 

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศไทย” พบว่ากิจกรรมที่ประชาชนมองว่าอันตรายมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การลงทุนในธุรกิจผิดกฎหมาย/ฟอกเงินสีเทา สูงถึง 94.05% รองลงมาคือ การจ้างนอมินีชาวไทยเพื่อถือครองที่ดิน 82.14% และ อันดับสาม การจ้างคนไทยสวมสิทธิ์เป็นพ่อทิพย์เพื่อให้ลูกได้สัญชาติไทย 81.76% สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติกล้าเข้ามาทำผิดกฎหมายในประเทศไทยมีสาเหตุหลัก 3 อันดับแรกคือ การทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้อง 67.10%, บทลงโทษตามกฎหมายที่ไม่มีความรุนแรงเพียงพอ 59.31% และนโยบายของรัฐหรือข้อกฎหมายที่มีช่องโหว่เปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ 52.21%

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้ คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน การจ้างคนไทยสวมสิทธิ์เป็นพ่อทิพย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จว.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญฝั่งตะวันออก คือ จว.ชลบุรี พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองบ้านเดี่ยว 6 โครงการ จำนวน 775 หลัง รวมเป้าหมายที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 เฟส จำนวน 204 แปลง พื้นที่รวม 140 ไร่ 1 งาน 77.8 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,906 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 111 หมายจับ 100 คน แบ่งเป็นชาวไทย 29 คน คนต่างด้าว 71 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 69 คน 77 หมายจับ แบ่งเป็นคนไทย 24 คน 25 หมายจับ เป็นคนต่างด้าว 45 คน ๕2 หมายจับ คนต่างด้าวประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล 15 คน, รัสเซีย 8 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 2 คน, อังกฤษ 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 2 คน, ยูเครน 2 คน, สโลวัก 1 คน, ออสเตรเลีย 1 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน และ ตุรกี 1 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้

 

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.๕, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, นายรัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และ นายสมเกียรติ สุขพรสวรรค์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

 

สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล”

 

โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,144 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว 4,741 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 1,591 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็น กลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน จำนวน 16 บริษัท และ กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท โดยกลุ่มบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 65.5 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 633 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และ หมายค้น จำนวน ๑๘ หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และ จีน 9 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าตำรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 8 คน ประกอบด้วย สัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และ เมียนมา 3 คน

 

สำหรับคดีสำคัญที่ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้าน ก.12 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยเป็นนอมินี ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ดังนี้

 

1. บริษัท เจิง และ 2. บริษัท สมาร์ท มี นาย ร. สัญชาติไทย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 กำหนดพ้นโทษในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2580 แต่ยังปรากฏชื่อ นาย ร. เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัท โดยจดทะเบียนหลังจาก นาย ร. ถูกพิพากษาจำคุก จึงไม่สอดคล้องกับการเข้าไปบริหารหรือประกอบกิจการโดยแท้จริง สอบสวน นาย ร. ให้การว่าขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ได้รู้จักกับเพื่อนที่เคยต้องขังร่วมกันชักชวนให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดย นาย ร. ยังไม่เคยได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ นาย ร. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้การเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในนิติบุคคลอีกหลายแห่งที่ปรากฏชื่ออยู่ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้างใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลายแห่งโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน

 

3ฃ๓. บริษัท แมนโก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาย ส. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมนโก้ อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นใดๆ มาก่อน และยังให้การว่าเคยส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดครั้งละ 7,000 บาท เพื่อเป็นการจ้างไปลงลายมือชื่อในเอกสารที่สำนักงานที่ดินและร่วมทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

 

4. บริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาง ช. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมน ไม่รู้จักและไม่เคยพบเห็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีชื่อร่วมอยู่ในบริษัท และให้การว่าเคยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้าง (บุคคลต่างด้าว) ซึ่งเคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน อ้างว่าเพื่อดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือน แต่ภายหลังบริษัทดังกล่าวปิดกิจการ จึงไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง อย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจที่ผิดกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ เชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง