ปราจีนบุรี ค้านขยาย EEC บุกปราจีนบุรี ภาคประชาชนผนึกกำลัง แฉช่องโหว่กฎหมายทำลายสิ่งแวดล้อม จี้ทบทวนมติ กกร. ย้ำจังหวัดพัฒนาได้โดยไม่ต้องพึ่ง EEC
ปราจีนบุรี – กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมเปิดเวที “เสียงประชาชนตะวันออก” แถลงการณ์จุดยืนคัดค้านแผนขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี เผยเป็นการผลักดันโดยกลุ่มทุน ไม่ใช่ความต้องการของคนในพื้นที่ พร้อมจี้รัฐบาลเร่งทบทวน พ.ร.บ. EEC เหตุไร้กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชน
เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัดตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ร่วมกันเปิดเวทีประชุม “เสียงประชาชนตะวันออก” เพื่อวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 และหาแนวทางขับเคลื่อนการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อ.กบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา รายงานผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย EEC โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ไม่เคยบรรจุข้อคิดเห็นของภาคประชาชน โดยเฉพาะกลไกการตรวจสอบและเยียวยาผลกระทบ
“พ.ร.บ. EEC ระบุเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเพียงผิวเผิน แต่ขาดมาตรการรองรับจริง การจะขยายพื้นที่มายังปราจีนบุรีเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันจังหวัดฯ ต้องรับภาระมลพิษจากกากขยะอุตสาหกรรมที่ล้นมาจากเขต EEC เดิมอยู่แล้ว การเดินหน้าโดยไม่แก้ไขกฎหมายจึงเท่ากับการซ้ำเติมวิกฤตสิ่งแวดล้อม” นายสุนทร กล่าว
ภายในงานยังมีการเปิดเผยผลการศึกษาที่น่าตกใจว่า ปราจีนบุรีในฐานะ “เมืองหลังบ้าน EEC” มีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตกว่า 930 แห่ง (ข้อมูล ณ 10 ก.พ. 2569) กระจุกตัวอยู่ใน อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่ม 101 และ 105 ที่มักเกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำซาก
ด้าน “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านมติคณะกรรมการนโยบาย EEC เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่เห็นชอบการขยายพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่ามติดังกล่าวขาดความชอบธรรม ไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และยืนยันว่าการเสนอเรื่องนี้มาจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) ไม่ใช่คนปราจีนบุรี
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านการเกษตร แต่กลับถูกปรับให้เป็นฐานอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้ที่ดินหลุดมือจากคนท้องถิ่นและเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ “เราต้องการการพัฒนาที่ปลอดมลพิษ ไม่ได้คัดค้านอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ แต่เราคัดค้านอุตสาหกรรมที่เข้ามาใช้ทรัพยากรแล้วทิ้งภาระมลพิษไว้ให้แผ่นดินปราจีนบุรี จังหวัดของเราพัฒนาได้โดยไม่ต้องเข้า EEC” แถลงการณ์ระบุ
ทั้งนี้ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตัวแทนภาคประชาชนจะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้ทบทวนแผนการขยายพื้นที่ดังกล่าวและปรับปรุงกฎหมายให้คำนึงถึงสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###











