ขยายผล “อาตี๋ซีโฟร์” ตำรวจเชิญ 2 นายทหารสอบเพิ่ม ปมโยงจัดหาไรเฟิลจู่โจม M4 ย้ำหากพบเอี่ยวฟันไม่เลี้ยง
หลังตำรวจชุดทำงานของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินหน้าขยายผลคดี “อาตี๋ซีโฟร์” จนนำไปสู่การควบคุมตัวขบวนการค้าอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม M4 ได้รวม 3 ราย ประกอบด้วย พ.จ.อ.เมธี นารมย์ อายุ 46 ปี ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพเรือ, นายคเชนทร์ เสียงล้ำ ครูฝึกสอนยิงปืนสนามแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา และ นายจำรอง สุทธิรัมย์ อายุ 51 ปี พลเรือน ทำหน้าที่รับโอนเงินค่าอาวุธปืนจากผู้ต้องหาชาวจีน ในราคากระบอกละ 100,000 บาท จำนวน 2 กระบอก ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี ตำรวจชุดคลี่คลายคดีได้เชิญตัว จ.อ.วัชรินทร์ ชุนฟุ้ง อายุ 43 ปี หรือ “จ่าบอย” สังกัดกองบินทหารเรือ และ พ.จ.อ.ปฐมพล หลวงชัย หรือ “จ่าแหบ” อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการทหาร สังกัดกองพันสารวัตรทหารเรือที่ 2 กรมสารวัตรทหารเรือ เข้าสอบปากคำ หลังผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 รายแรกให้การซัดทอดว่าเป็นผู้จัดหาอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจมดังกล่าว
ระหว่างถูกควบคุมตัวเข้าสอบสวน “จ่าบอย” ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่าจะให้การเฉพาะกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น
ด้าน “จ่าแหบ” เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังปรากฏข่าวว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธสงคราม จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหา หรือขายอาวุธปืนไรเฟิลให้กับผู้ต้องหาชาวจีนแต่อย่างใด แม้จะรู้จักผู้ต้องสงสัยรายอื่นทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน เนื่องจากเคยทำงานในแวดวงเดียวกัน แต่ไม่เคยรู้จักผู้ต้องหาชาวจีนมาก่อน พร้อมยืนยันว่า หากถูกแจ้งข้อกล่าวหาจะขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุม สภ.นาจอมเทียน พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกับชุดสืบสวน ก่อนแถลงต่อสื่อมวลชน
พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ เปิดเผยว่า จากกรณีจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน ต่อเนื่องพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง และสามารถเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองและจัดหาอาวุธปืนได้บางส่วนแล้ว
ส่วนประเด็นวัตถุระเบิด อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูลทางเทคนิค และตรวจสอบความเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นเพิ่มเติม ขณะที่กรณีพบความเกี่ยวข้องกับบุคคลในหน่วยงานราชการ ได้มีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแล้ว
นอกจากนี้ พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวในโลกออนไลน์ กรณีผู้ต้องหาชาวจีนมีบัตรประจำตัวประชาชนไทยว่า จากการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่าเป็น “ข่าวปลอม” หรือเฟกนิวส์ โดยบุคคลที่ปรากฏในบัตรประชาชนดังกล่าว เป็นคนละคนกับผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุมพร้อมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดซีโฟร์ พร้อมขอให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความสับสนและผลกระทบต่อผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทุกด้าน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลดิจิทัล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบที่มาของอาวุธและวัตถุอันตราย ตลอดจนประเด็นต้องสงสัยเกี่ยวกับการก่อวินาศกรรมหรือปฏิบัติการในลักษณะสายลับ โดยยืนยันว่าจะติดตามผู้เกี่ยวข้องทุกคนมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับกระแสข่าวเรื่องอาการป่วยทางจิตของผู้ต้องหา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยาร่วมประเมินอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักการแพทย์ อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะมีอาการป่วยใด ๆ ก็ไม่ใช่เหตุยุติแห่งความผิด เนื่องจากพฤติการณ์ครอบครองอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และอุปกรณ์อันตรายจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ
พร้อมกันนี้ รอง ผบช.ภ.2 ยังขอความร่วมมือสื่อมวลชน งดนำเสนอข้อมูลในลักษณะพาดพิงหรือสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานรัฐ เนื่องจากขณะนี้ทุกประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด แต่หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพลเรือน จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและไม่มีข้อยกเว้น.
///สมพร อุทัยเนตร รายงานข่าว พัทยา ชลบุรี









