ปทุมธานี ศิษย์ครูเอื้อและทนาย แถลงทวงคืนเพลงสุนทราภรณ์ หลังศาลยกฟ้องลิขสิทธิ์เพลงให้ตกเป็นสมบัติของชาติ
ปทุมธานี ศิษย์ครูเอื้อและทนาย แถลงทวงคืนเพลงสุนทราภรณ์ หลังศาลยกฟ้องลิขสิทธิ์เพลงให้ตกเป็นสมบัติของชาติ
เมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 ที่ชมรมมิราเคิล สามโคก จ.ปทุมธานี นางสาวปาริชา ดีสวัสดิ์ อดีตจำเลยในคดี นางสาวศิริรัตน์ ศุกรภาค ผู้ร่วมเหตุการณ์ พร้อมทนายอนันต์ อินทรรัสมี ทนายความจำเลยในคดี ร่วมกันแถลงข่าว ถึงที่มาที่ไปของข้อพิพาทและการจัดกิจกรรมเพลงสุนทราภรณ์ที่เกิดขึ้นและถูกทายาทฟ้องเป็นจำเลยในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ท่านองเพลงสุนทราภรณ์จำนวน 25 เพลงพร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 1,500,000 บาท ล่าสุดศาลยกฟ้องคดีสิ้นสุดแล้ว
นางสาวปาริชา กล่าวว่า คดีนี้เริ่มต้นมาจากเป็นจัดรายการที่ทำเกี่ยวกับเพลงเพื่อสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ซึ่งในการจัดของเราเริ่มต้นก็คือจะเป็นคาราโอเกะ โดยจะมีน้อง ๆ ทีมงานมาช่วยกันแล้วก็เผยแพร่ออกไปเพื่อให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ต่อมาก็ริเริ่มที่จะใช้ดนตรีสดจากวงสุนทราภรณ์ซึ่งวงสุนทราภรณ์ก็เป็นวงอันดับหนึ่งของประเทศอยู่แล้วก็เป็นวงที่ผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุรู้จักซึ่งในการจัดก็จะมีน้อง ๆ และพี่ๆ ช่วยกันอยู่ในเป็นกลุ่มคลื่น ใช้วงดนตรีสุนทราภรณ์ซึ่งจริงๆ แล้วทางมูลนิธิบอกว่า ทำไมไม่ใช้วงของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นของหลวงมูลนิธิสามารถขอได้แต่ด้วยความที่ว่าคือตัวเองเป็นศิษย์สุนทราภรณ์ก็คลุกคลีอยู่กับสุนทราภรณ์ถึงแม้ว่าจะเป็นนักจัดรายการที่สังกัดกรมประชาสัมพันธ์มา ในการทำงานทั้งหมดมี 6 ครั้งแต่มาในช่วงซึ่งคุณผู้ที่เป็นโจทก์ซึ่งเป็นทายาทครูเอื้อมาช่วยดูแล แต่พอจัดมาได้ระยะก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 60,000 บาทถึง 160,000 ซึ่งในราคาแต่ละครั้งไม่ได้แจ้งให้รู้ล่วงหน้าจะมาแจ้งก่อนงาน 2 สัปดาห์ ซึ่งเราก็รู้สึกอึดอัดเพราะวางแผนไม่ได้เรื่องค่าใช้จ่ายเนื่องจากว่าทุกคนจะร่วมกันดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย สุดท้ายการก้าวก่ายเรื่องการทำงานในส่วนของการร้องเพลงให้ร้องแค่รอบเดียว รอบเดียวของเพลงสุนทราภรณ์ก็คือครึ่งเพลงเพราะเพลงสุนทราภรณ์ส่วนใหญ่จะร้องเต็มๆ เพลงก็จะให้ร้องแค่รอบเดียวก็คือครึ่งเพลง ทีนี้ก็สร้างความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ ผู้สูงอายุสภาพจิตใจเขาก็ไม่ไม่ค่อยโอเคอยู่แล้วก็เลยมาคุยกันว่าเราคงต้องยุติแล้วยุติงานและยกเลิกงานทั้งหมดของสุนทราภรณ์
นางสาวปาริชา กล่าวต่อสู้คดีลิขสิทธิ์เพลงอันยาวนานจนถึงที่สุดโดยย้ำว่าคดีนี้ศาลได้พิพากษายกฟ้องและคดีถือเป็นอันสิ้นสุดแล้ว คดีแรกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา”ยกฟ้อง” ก่อนจะยืดเยื้อในชั้นฎีกา คดีที่สองประกวดร้องเพลงผู้สูงอายุถูกแจ้งความดำเนินคดีจนต้องเดินทางไปรับทราบข้อหาเดินเข้าห้องขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และถูกคุมขังรวมกับผู้ต้องขังเพื่อรอขึ้นศาล แต่เมื่อถึงเวลาสืบพยานฝั่งโจทก์กลับ”ขอถอนคำร้องทุกข์”โดยไม่มีการชดเชยหรือเยียวยาใดๆ ตลอดระยะเวลา 1-2 ปีที่ต้องขึ้นลงศาล จึงปฏิเสธการไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างบรรทัดฐาน
ด้านทนายอนันต์ กล่าวระบุว่า ที่ผ่านมาคู่กรณีมักใช้วิธีข่มขู่แล้วยอมไกล่เกลี่ยเพื่อเรียกรับเงิน แต่ในเคสของตนได้ปฏิเสธการไกล่เกลี่ยในชั้นศาลโดยสิ้นเชิงเพราะต้องการให้ความจริงปรากฏว่าผิดคือผิดถูกคือถูก สรุปศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดว่า”ฝ่ายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง”เนื่องจากบทเพลงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ ครูเอื้อ สุนทรสนาน รับราชการอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ฝ่ายโจทก์จึงไม่มีสิทธิ์นำมาฟ้องร้องตนเองหรือบุคคลอื่นได้อีกต่อไปพร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอิ่มใจว่า กระบวนการยุติธรรมมีอยู่จริง จนถึงวันนี้แม้เขาจะถอนหมดแล้วและคำพิพากษาออกมาสิ้นสุดหมดแล้วซึ่งเขาไม่สามารถที่จะฟ้องเราได้อีกแล้วก็อยากให้ทุกคนให้ความยุติธรรมกับเราเพราะคดีเกี่ยวพันไปถึงกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายโจทก์จึงไม่มีสิทธิ์นำเพลงเหล่านี้ไปข่มขู่หรือฟ้องร้องเรียกเงินจากใครได้อีกต่อไป
ทนายอนันต์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาลชั้นต้นตัดสินจริงๆ เราอยากจะชี้แจงต่อ สาธารณชนให้ฟังมาตลอดแต่เนื่องจากว่าได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วหลายๆ ฝ่ายมองว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด อาจจะมีการพลิกผันในชั้นอุทธรณ์ก็เลยรอให้คดีถึงที่สุดก่อน แต่ว่าเนื่องจากว่าพอศาลตัดสินแล้วเรายังมีการคิดกันว่าน่าจะนานอีกนะไม่คิดว่าคดีถึงที่สุดจะมาถึงเร็วขนาดนี้เร็วกว่าที่คิดไว้ด้วยก็เลยเป็นเหตุผลว่าเราควรจะชี้แจงต่อสาธารณชนให้ทราบว่าเพลงที่ท่านทั้งหลายได้คิดถึงจริงๆ แล้วที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ผลคดีออกมาเป็นอย่างไร คดีถึงที่สุดแล้ว คุณปาริชา ซึ่งเป็นจำเลยและทนายก็สามารถที่จะนำเสนอต่อพี่ๆ สื่อมวลชนให้ ไปถึงพี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ และที่มาที่ไปของเพลงไทยสากลทรงคุณค่าเหล่านี้
นางสาวปาริชา และทนายอนันต์ กล่าวสรุปว่า ตกเป็นจำเลยวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2547 ได้จัดจดทำบันทึกข้อความสรุปผลการทำงานของ”คณะทำงานประนีประนอมลิขสิทธิ์เพลง”ผลปรากฏว่าการไกล่เกลี่ยระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และทายาทนายเอื้อ สุนทรสนานไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยกรมประชาสัมพันธ์ยังคงยึดถือกรอบแนวทางเดิมว่า ลิขสิทธิ์เพลงเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอยุติการเป็นเจ้าภาพในการประนีประนอม จุดเริ่มต้นแห่งคดี การจัดงานกุศลและการถูกฟ้องร้อง 3 มิถุนายน 2566 จำเลยได้เป็นผู้ประสานงานจัดคอนเสิร์ตการกุศลขึ้น ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ในวันดังกล่าว ฝ่ายทายาทนายเอื้อได้ส่งบุคคลเข้ามาร่วมชมการแสดงโดยซื้อบัตรราคา 1000 บาทพร้อมทั้งจดบันทึกรายการเพลงและถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน 30 สิงหาคม 2566 (โจทก์) ยื่นฟ้อง นางสาวปาริชา เป็นคดีอาญาต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ท่านองเพลงสุนทราภรณ์ จำนวน 25 เพลงพร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 1,500,000 บาท กระบวนการยุติธรรมการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริง วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นัดสืบพยานโจทก์ได้เข้าเบิกความยืนยันว่านายเอื้อเป็นผู้แต่งทำนองเพลงทั้ง 25 เพลงและอ้างว่าไม่เคยเห็นคำสั่งที่กรมประชาสัมพันธ์สั่งให้นายเอื้อแต่งเพลง ต่อมา 4 กันยายน 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ 652/2567ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่านายเอื้อรับราชการในสังกัดกรมโฆษณาการกรมประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2481 ถึง 2514 การแต่งเพลงเป็นการใช้สถานที่อุปกรณ์และงบประมาณของทางราชการลิขสิทธิ์จึงตกเป็นของรัฐบาลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
สรุปคดีชัยชนะของความถูกต้องและสมบัติของชาติ ลงวันที่ 19 มีนาคม 2567 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลอทธรณ์คดีจำนัญพิเศษได้มีคำพิพากษาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นและพิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ และวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สิ้นสุดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ฝ่ายโจทก์ขยายเวลายื่นฎีกา โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้ยื่นฎีกาหรือขอขยายเวลาเพิ่มเติมคดีจึงเป็นอันยุติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 คดีถึงที่สุดอย่างเป็นทางการ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาคดีจึงถึงที่สุ
ดแล้ว

