- นนทบุรี กล้องหน้ารถ สาวร้องสื่อ แม่ขับจยย.เสียหลักล้มก่อนถูกแท็กซี่ทับร่างดับ ผ่าน 3 เดือนคดีไม่คืบ ช้ำตร.ให้ไปหากล้องเอง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก น.ส.อารียา น้อยแดง อายุ 24 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเดินทางนำหลักฐานเข้าร้องเรียนกับ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” เพื่อขอความเป็นธรรม หลังมารดา คือ นางพรพิมล ศรีวิเศษ อายุ 57 ปี พนักงานสำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม ก่อนถูกรถแท็กซี่สีเขียว-เหลือง ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน ขับทับร่างเสียชีวิตแล้วหลบหนี เหตุเกิดบนสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยได้แจ้งความไว้ที่ สน.ตลิ่งชัน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2568 แต่ผ่านไปกว่า 3 เดือน คดียังไม่มีความคืบหน้า และครอบครัวผู้เสียชีวิตยังถูกแจ้งให้ไปติดตามหากล้องวงจรปิดด้วยตนเอง
น.ส.อารียา เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 22.00 น. หลังมารดาปฏิบัติหน้าที่เสร็จและขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านเพียงลำพัง เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์เกิดเสียหลักล้มลงบนถนน ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยขับขี่รถผ่านบริเวณดังกล่าวพอดี และมีกล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ต่อมาได้มีรถแท็กซี่ซึ่งขับตามหลังมา ขับทับร่างของมารดาทั้งสี่ล้อจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนจะขับหลบหนีไปโดยไม่ลงมาช่วยเหลือแต่อย่างใด รถคันดังกล่าวเป็นรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีเขียว-เหลือง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน
หลังเกิดเหตุ ครอบครัวได้รับคลิปหลักฐานจากกล้องหน้ารถกู้ภัย จึงนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อให้ติดตามตัวคนขับรถแท็กซี่มารับผิดชอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจรับเรื่องและรับปากว่าจะดำเนินการให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์ คดีกลับไม่มีความคืบหน้า น.ส.อารียา จึงร้องเรียนผ่านเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” เป็นครั้งแรก โดย ดร.แก้ว ได้โทรศัพท์ติดตามคดีกับพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง และได้รับคำชี้แจงว่าขอเวลา 15 วัน เพื่อเร่งดำเนินการ
น.ส.อารียา กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวตนยังไม่ได้ร้องเรียนกับสื่อมวลชน เนื่องจากเชื่อว่าตำรวจจะเร่งติดตามคดีให้ เพราะมีหลักฐานคลิปชัดเจน เพียงแต่ไม่เห็นแผ่นป้ายทะเบียนชัดเจนเท่านั้น แต่สุดท้ายคดีก็ยังเงียบเหมือนเดิม อีกทั้งยังถูกแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าให้ตนไปหาหลักฐานกล้องวงจรปิดมาให้เอง โดยอ้างว่ามีรถสองแถวบังมุมกล้อง ทำให้ไม่เห็นทะเบียนรถแท็กซี่อย่างชัดเจน
ตนตั้งคำถามว่าการแจ้งความมีความหมายอย่างไร หากประชาชนต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งการไล่กล้องวงจรปิด ซึ่งหลายจุดเป็นของหน่วยงานราชการและไม่สามารถขอได้เอง ทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่สามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้ จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนกับ ดร.แก้ว และสื่อมวลชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับครอบครัว ไม่ต้องการให้มารดาจากไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ ทั้งที่มีคู่กรณีชัดเจน
น.ส.อารียา ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้มารดาเสียชีวิตใกล้ครบ 100 วันแล้ว จึงอยากฝากถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว เพราะเชื่อว่าหากตำรวจเห็นความสำคัญของคดี การตรวจสอบทะเบียนรถแท็กซี่เพียงคันเดียว และการไล่กล้องวงจรปิดในพื้นที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ตนยังได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ขณะที่ทาง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แจ้งว่ายังไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้ เนื่องจากต้องมีคู่กรณี ทำให้ขณะนี้ครอบครัวรู้สึกเหมือนต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
ด้าน ดร.ปรเมศร์ หรือ ดร.แก้ว เปิดเผยว่า ตนเคยติดตามคดีนี้ให้ผู้เสียหายมาแล้วหนึ่งครั้ง โดยพนักงานสอบสวนรับปากว่าจะเร่งให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดและติดตามคู่กรณีภายใน 15 วัน แต่จนถึงขณะนี้ เวลาผ่านไปกว่า 3 เดือน คดียังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ซึ่งมองว่าพนักงานสอบสวนและผู้กำกับการ สน.ตลิ่งชัน ควรแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม
ดร.แก้ว กล่าวต่อว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างจริงจัง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจช่วยเหลือสังคมเข้ามาแทรกแซง พร้อมยืนยันว่าหลังจากนี้จะทำหนังสือติดตามและร้องเรียนความคืบหน้าคดีไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เร่งรัดการดำเนินคดี
อย่างเป็นธรรม











