ผบช.ก.เซ็นย้าย 4 ตำรวจน้ำเซ่นเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของกลางหาย 3 แสนลิตร เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 13 มิ.ย.67 พล.ต.ท.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จเรตำรวจ (สบ.พร้อมด้วย “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. ได้เดินทางตรวจสอบรับทราบข้อเท็จจริง และติดตามผลความคืบหน้า กรณี เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ใน 5 ลำ ในคดีอาญา ได้สูญหายไปจากอ่าวสัตหีบ บริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในการนี้ พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ (สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน.) สถานีตำรวจน้ำสัตหีบ ได้รายงานผลการปฏิบัติ พร้อมชี้แจงกรณีดังกล่าว และนำคณะเข้าตรวจสอบยังสะพานท่าเทียบเรือฯ จุดเกิดเหตุ สำหรับ เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลางทั้ง 5 ลำ สูญหาย 3 ลำนั้น สืบเนื่อง เมื่อวันที่ 19 มี.ค.67 ตำรวจสอบสวนกลาง CIB ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำเรือปิดอ่าวไทยไล่ล่าจับกุม 5 เรือไทย ลักลอบขนดีเซลเถื่อนกว่า 3 แสนลิตร ห่างชายฝั่งสัตหีบออกไปราว 80 – 100 ไมล์ทะเล ซึ่งเรือทั้ง 5 ลำ ประกอบด้วย เรือประมงดัดแปลง ชื่อ บ.โชคบุญชู 91 เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเทา เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) เรือเหล็กไม่มีชื่อ ตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) และเรือประมงดัดแปลง ตัวเรือสีฟ้า ไม่มีชื่อ (สูญหาย) ถูกควบคุมไว้ได้ พร้อมลูกเรือรวม 15 คน ในจำนวนนี้มี 2 ลำ ไม่มีน้ำมันในตัวเรือ จากการตรวจสอบพบน้ำมันเถื่อน หรือน้ำมันที่หลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิต ชนิดน้ำมันดีเซลราว 325,000 แสนลิตร มีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดภาษี 1,900,000 บาท และเป็นค่าปรับประมาณ 30 ล้านบาท หลังจับกุม ได้นำหลักฐานเรือ พร้อมลูกเรือ และของกลาง แจ้งความดำเนินคดี ในคดีอาญาเลขที่ 102/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค.67 ส่วนเรือของกลางทั้ง 5 ลำ ได้จอดเทียบท่าไว้ บริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ โดยมี สถานีตำรวจน้ำสัตหีบ เป็นหน่วยเก็บดูแลรักษาของกลาง จัดเวรยามเฝ้าดูแลตลอด 24 ชม. กระทั่ง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 67 เวลาประมาณ 18.00 น. สภาพอากาศในทะเลมีคลื่นลมแรงอย่างมาก เกรงเรือของกลาง และสะพาน อาจได้รับการกระแทกจนเกิดความเสียหาย จึงสั่งการให้นำเรือทั้ง 5 ลำ ออกไปจอดทอดสมอลอยลำ ห่างจากสะพานในระยะ 100 เมตร โดยมีตำรวจเวรยามติดตามดูแลใกล้ชิด ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้จากบนฝั่ง การตรวจสอบในวันที่ 11 มิ.ย.67 เวลา 20.00 น. ยังมองเห็นเรือเปิดไฟ แต่ต่อมาช่วงเวลา 22.00 น. เรือทั้งหมดดับไฟ ต่อมา เวลา 06.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.67 เมื่อมีแสงสว่าง เวรยามตรวจสอบพบเรือของกลาง จอดทอดสมอเหลือเพียง 2 ลำ ส่วน 3 ลำ ได้หายไปกับน้ำมันของกลาง จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารับทราบ ก่อนนำไปสู่ภารกิจดารออกติดตามไล่ล่า ค้นหาเรือของกลางกลับคืนมา และเมื่อเวลาประมาณ 08.45 น.วันที่ 12 มิ.ย.67 ได้รับรายงานว่า มีคนเห็นเรือทั่ง 3 ลำนี้ อยู่บริเวณหลังเกาะช้าง จ.ตราด อย่างไรก็ตาม แม้การปูพรมค้นหาอน่างเข้มข้น แต่ขณะนี้ก็ยังไม่พบเรือทั้ง 3 ลำ เชื่อว่า พยายามหลบหนีออกฝั่งน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน รายงานล่าสุด ตลอดทั้งวันของวันที่ 12 มิ.ย. ทางสำนักงานตำรวจ ได้ประสานทางกองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินการระดมกำลังปูพรมค้นหา ทั้งทางเรือ และทางเครื่องบิน ในพื้นที่น่านน้ำอ่าวไทยจังหวัดระยอง และจังหวัดตราด แต่การค้นหายังไร้วี่แวว ซึ่งหากเป็นไปตามผู้พบเห็น สันนิษฐานว่า ขณะนี้เรือทั้ง 3 ลำ ได้หลบหนีออกน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ฝั่งประเทศกัมพูชาไปแล้ว โดยจะมีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในการติดตามจับกุมเรือ-น้ำมัน ของกลาง และลูกเรือ กลับมาดำเนินคดีตามกฏหมายโดยเร็วที่สุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์ กรณีดังกล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ได้รับมอบหมายจาก ผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง ให้ตั้งคณะทำงาน ดูแลในเรื่องนี้ โดยให้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้ามาดำเนินการสืบสวน สอบสวน ติดตามผู้กระทำความผิด ซึ่งเชื่อว่า มีผู้บงการสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน ซึ่งแนวทางการสอบสวน เรือทั้ง 3 ลำ ที่ถูกโจรกรรมไปนั้น เป็นเรือผิดกฎหมาย ไม่มีทะเบียนเรือทั้งหมด และมีน้ำมันของกลางอยู่ในลำเรือรวม 330,000 ลิตร เชื่อว่า ผู้เป็นเจ้าของตัวจริง คือ เสี่ยโจ้ อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พร้อมดำเนินคดีตามกฏหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และเตรียมออกหมายจับผู้อยู่ในเรือทั้งหมด ยังไม่แน่ชัดว่ากี่ราย ส่วนสาเหตุที่คาดการณ์ว่าเรือทั้ง 3 ลำ จะหลบหนีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดตราด ข้ามไปยังฝั่งชายแดนกัมพูชานั้น เนื่องจากว่า มีข้อมูลของบุคคลเป้าหมายกบดานอยู่ที่นั่น ตลอดจน พื้นที่น่านน้ำกัมพูชา ห่างจากชายฝั่งอำเภอสัตหีบ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ออกไปเพียงแค่ 120 ไมล์ทะล หรือ 240 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชม. ยังไม่มีรายงานการพบเรือที่แน่ชัด ยังคงดำเนินการค้นหาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการทำงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจน้ำ 3 ชุดที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลของกลาง ยอมรับว่า มีความบกพร่อง ผู้ที่ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเข้าข่ายมาตรา 157 แต่หากพบมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิด ก็จะเข้าข่ายความผิดมาตรา 147 ด้วย ล่าสุด พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.จะมีการลงคำสั่งให้ 4 นายตำรวจ ย้ายไปช่วยปฏิบัติราชการ เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.รน. ทั้ง 5 นาย ที่ถูกสั่งให้มาประจำการอยู่ที่ ศปก.บช.ก. นั้น ประกอบด้วย พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. ,พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน., ส.ต.อ.ธรรมรัตน์ เล็กมนตรา ผบ.หมู่ ส.รน.3 กก.5 บก.รน. ,ส.ต.ท.อภิชาติ จันทร์หนู ผบ.หมู่ ส.รน.3 กก.5 บก.รน. ***ถอนคำสั่ง พ.ต.ท.อาจินต์ ฯ ออกเพราะ ไปราชการต่างประเทศ เหลือโดนย้าจแค่ 4 นาย



พร้อมด้วย “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. ได้เดินทางตรวจสอบรับทราบข้อเท็จจริง และติดตามผลความคืบหน้า กรณี เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ใน 5 ลำ ในคดีอาญา ได้สูญหายไปจากอ่าวสัตหีบ บริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ในการนี้ พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ (สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน.) สถานีตำรวจน้ำสัตหีบ ได้รายงานผลการปฏิบัติ พร้อมชี้แจงกรณีดังกล่าว และนำคณะเข้าตรวจสอบยังสะพานท่าเทียบเรือฯ จุดเกิดเหตุ
สำหรับ เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลางทั้ง 5 ลำ สูญหาย 3 ลำนั้น สืบเนื่อง เมื่อวันที่ 19 มี.ค.67 ตำรวจสอบสวนกลาง CIB ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำเรือปิดอ่าวไทยไล่ล่าจับกุม 5 เรือไทย ลักลอบขนดีเซลเถื่อนกว่า 3 แสนลิตร ห่างชายฝั่งสัตหีบออกไปราว 80 – 100 ไมล์ทะเล ซึ่งเรือทั้ง 5 ลำ ประกอบด้วย เรือประมงดัดแปลง ชื่อ บ.โชคบุญชู 91 เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเทา เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) เรือเหล็กไม่มีชื่อ ตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) และเรือประมงดัดแปลง ตัวเรือสีฟ้า ไม่มีชื่อ (สูญหาย) ถูกควบคุมไว้ได้ พร้อมลูกเรือรวม 15 คน ในจำนวนนี้มี 2 ลำ ไม่มีน้ำมันในตัวเรือ จากการตรวจสอบพบน้ำมันเถื่อน หรือน้ำมันที่หลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิต ชนิดน้ำมันดีเซลราว 325,000 แสนลิตร มีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดภาษี 1,900,000 บาท และเป็นค่าปรับประมาณ 30 ล้านบาท
หลังจับกุม ได้นำหลักฐานเรือ พร้อมลูกเรือ และของกลาง แจ้งความดำเนินคดี ในคดีอาญาเลขที่ 102/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค.67 ส่วนเรือของกลางทั้ง 5 ลำ ได้จอดเทียบท่าไว้ บริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ โดยมี สถานีตำรวจน้ำสัตหีบ เป็นหน่วยเก็บดูแลรักษาของกลาง จัดเวรยามเฝ้าดูแลตลอด 24 ชม. กระทั่ง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 67 เวลาประมาณ 18.00 น. สภาพอากาศในทะเลมีคลื่นลมแรงอย่างมาก เกรงเรือของกลาง และสะพาน อาจได้รับการกระแทกจนเกิดความเสียหาย จึงสั่งการให้นำเรือทั้ง 5 ลำ ออกไปจอดทอดสมอลอยลำ ห่างจากสะพานในระยะ 100 เมตร โดยมีตำรวจเวรยามติดตามดูแลใกล้ชิด ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้จากบนฝั่ง การตรวจสอบในวันที่ 11 มิ.ย.67 เวลา 20.00 น. ยังมองเห็นเรือเปิดไฟ แต่ต่อมาช่วงเวลา 22.00 น. เรือทั้งหมดดับไฟ ต่อมา เวลา 06.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.67 เมื่อมีแสงสว่าง เวรยามตรวจสอบพบเรือของกลาง จอดทอดสมอเหลือเพียง 2 ลำ ส่วน 3 ลำ ได้หายไปกับน้ำมันของกลาง จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารับทราบ ก่อนนำไปสู่ภารกิจดารออกติดตามไล่ล่า ค้นหาเรือของกลางกลับคืนมา และเมื่อเวลาประมาณ 08.45 น.วันที่ 12 มิ.ย.67 ได้รับรายงานว่า มีคนเห็นเรือทั่ง 3 ลำนี้ อยู่บริเวณหลังเกาะช้าง จ.ตราด อย่างไรก็ตาม แม้การปูพรมค้นหาอน่างเข้มข้น แต่ขณะนี้ก็ยังไม่พบเรือทั้ง 3 ลำ เชื่อว่า พยายามหลบหนีออกฝั่งน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน
รายงานล่าสุด ตลอดทั้งวันของวันที่ 12 มิ.ย. ทางสำนักงานตำรวจ ได้ประสานทางกองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินการระดมกำลังปูพรมค้นหา ทั้งทางเรือ และทางเครื่องบิน ในพื้นที่น่านน้ำอ่าวไทยจังหวัดระยอง และจังหวัดตราด แต่การค้นหายังไร้วี่แวว ซึ่งหากเป็นไปตามผู้พบเห็น สันนิษฐานว่า ขณะนี้เรือทั้ง 3 ลำ ได้หลบหนีออกน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ฝั่งประเทศกัมพูชาไปแล้ว โดยจะมีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในการติดตามจับกุมเรือ-น้ำมัน ของกลาง และลูกเรือ กลับมาดำเนินคดีตามกฏหมายโดยเร็วที่สุด
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์ กรณีดังกล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ได้รับมอบหมายจาก ผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง ให้ตั้งคณะทำงาน ดูแลในเรื่องนี้ โดยให้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้ามาดำเนินการสืบสวน สอบสวน ติดตามผู้กระทำความผิด ซึ่งเชื่อว่า มีผู้บงการสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน ซึ่งแนวทางการสอบสวน เรือทั้ง 3 ลำ ที่ถูกโจรกรรมไปนั้น เป็นเรือผิดกฎหมาย ไม่มีทะเบียนเรือทั้งหมด และมีน้ำมันของกลางอยู่ในลำเรือรวม 330,000 ลิตร เชื่อว่า ผู้เป็นเจ้าของตัวจริง คือ เสี่ยโจ้ อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พร้อมดำเนินคดีตามกฏหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และเตรียมออกหมายจับผู้อยู่ในเรือทั้งหมด ยังไม่แน่ชัดว่ากี่ราย
ส่วนสาเหตุที่คาดการณ์ว่าเรือทั้ง 3 ลำ จะหลบหนีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดตราด ข้ามไปยังฝั่งชายแดนกัมพูชานั้น เนื่องจากว่า มีข้อมูลของบุคคลเป้าหมายกบดานอยู่ที่นั่น ตลอดจน พื้นที่น่านน้ำกัมพูชา ห่างจากชายฝั่งอำเภอสัตหีบ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ออกไปเพียงแค่ 120 ไมล์ทะล หรือ 240 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชม. ยังไม่มีรายงานการพบเรือที่แน่ชัด ยังคงดำเนินการค้นหาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการทำงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจน้ำ 3 ชุดที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลของกลาง ยอมรับว่า มีความบกพร่อง ผู้ที่ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเข้าข่ายมาตรา 157 แต่หากพบมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิด ก็จะเข้าข่ายความผิดมาตรา 147 ด้วย ล่าสุด พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.จะมีการลงคำสั่งให้ 4 นายตำรวจ ย้ายไปช่วยปฏิบัติราชการ เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.รน. ทั้ง 5 นาย ที่ถูกสั่งให้มาประจำการอยู่ที่ ศปก.บช.ก. นั้น ประกอบด้วย พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. ,พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน., ส.ต.อ.ธรรมรัตน์ เล็กมนตรา ผบ.หมู่ ส.รน.3 กก.5 บก.รน. ,ส.ต.ท.อภิชาติ จันทร์หนู ผบ.หมู่ ส.รน.3 กก.5 บก.รน.
***ถอนคำสั่ง พ.ต.ท.อาจินต์ ฯ ออกเพราะ ไปราชการต่างประเทศ เหลือโดนย้าจแค่ 4 นาย









