ในประเทศ

ปทุมธานี รพ.ธรรมศาสตร์ฯ รับโจทย์ใหญ่สังคมสูงวัยพุ่งต่อเนื่อง ชูศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์”ดูแลครบวงจร มุ่งแก้ 5 Pain Points ใหญ่ รับดีมานด์ยุค Aging Society

ปทุมธานี รพ.ธรรมศาสตร์ฯ รับโจทย์ใหญ่สังคมสูงวัยพุ่งต่อเนื่อง ชูศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์”ดูแลครบวงจร มุ่งแก้ 5 Pain Points ใหญ่ รับดีมานด์ยุค Aging Society

 

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต จ.ปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Hospital of Hope – โรงพยาบาลแห่งความหวัง” ผ่านบทบาทของ “ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” โดยมุ่งรับมือความท้าทายสังคมสูงวัยไทย หลัง WHO คาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 31% ในปี 2583 โดยศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” โดดเด่นด้วยระบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ตั้งแต่การรักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โดยมุ่งลด 5 Pain Points สำคัญของสังคมสูงวัย ได้แก่ ภาระครอบครัวและคนวัยทำงาน ภาระระบบโรงพยาบาล ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว การขาดแคลนกำลังคน และปัญหาระบบดูแลที่ไม่ต่อเนื่อง โดยยังเตรียมขยายบริการดูแลระยะยาวและหน่วยผู้ป่วยภาวะวิกฤต (ICU) ในปี 2570 เพื่อช่วยลดภาวะพึ่งพิงและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

 

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์

กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ระบบสุขภาพต้องเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการบริการทางแพทย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยข้อมูลสถิติผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรสัญชาติไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14.53 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 22.46 ของประชากร โดยยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ภายในปี 2583 สัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3 1 ทั้งนี้ WHO ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานการดูแลระยะยาวระดับโลก (Global Standards for Long-Term Care) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งบริบทปัจจุบันละในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ อาทิ การดูแลที่บ้านและชุมชน การดูแลในสถานบริการ การสนับสนุนผู้ดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน การพัฒนากำลังคน การเงิน และการติดตามคุณภาพบริการ ทำให้การเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัยของไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่การรักษาและฟื้นฟู การลดภาวะพึ่งพิง การสนับสนุนครอบครัว ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพในระยะยาว

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรชัย กล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติให้ความสำคัญกับการรับมือสังคมสูงวัยที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Hospital of Hope – โรงพยาบาลแห่งความหวัง” ผ่านบทบาทของ “ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” ซึ่งหนึ่งในบทบาทสำคัญคือการช่วยลดภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุผ่านระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทั้งนี้ ศูนย์ธรรมศาสตร์เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 จากจุดเริ่มต้นในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care) และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาว ก่อนขยายศักยภาพสู่การดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม ปัจจุบันมีอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 10,000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 160 เตียง พร้อมอาคารศูนย์ทันตกรรมผู้สูงอายุ 10 ยูนิต โดยมีการออกแบบพื้นที่ทั้งหมดตามแนวคิดUniversal Design ให้มีสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย สะดวกสบาย เอื้อต่อการเคลื่อนไหวและฟื้นฟูของผู้สูงอายุอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการคลินิกผู้สูงอายุทุกวันราชการ รวมถึงศูนย์กิจกรรมระหว่างวัน (Day Care)

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ยังมุ่งยกระดับบทบาทจากหน่วยบริการดูแลผู้สูงอายุ สู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยประเทศไทยรับมือความท้าทายของสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการลดภาระสังคมสูงวัย ได้แก่

1.ลดภาระครอบครัวและคนวัยทำงาน โดยเปลี่ยนภาระการดูแลสู่ระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้ ผ่านบริการศูนย์กิจกรรมระหว่างวัน (Day Care) และการเสริมทักษะผู้ดูแล เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุ และช่วยให้ครอบครัวสามารถจัดสรรเวลาระหว่างการทำงานกับการดูแลได้อย่างเหมาะสม

2.ลดภาระระบบโรงพยาบาล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ ด้วยระบบฟื้นฟูระยะกลาง (Intermediate Care) และการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) พร้อมแผนเปิดหน่วย ICU สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในปี 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยวิกฤต

3.ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว เปลี่ยนจากการรักษาสู่การชะลอภาวะพึ่งพิง เน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพและรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด และช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวในอนาคต

4.ลดภาระการขาดแคลนกำลังคน ด้วยการสร้างบุคลากรรองรับความต้องการดูแลผู้สูงวัย พัฒนาศูนย์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติสำหรับบุคลากรสุขภาพและผู้ดูแล พร้อมต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

5.ลดภาระระบบดูแลที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมทุกช่วงการรักษาสู่การดูแลแบบไร้รอยต่อ บูรณาการการรักษา ฟื้นฟู ดูแลระยะยาว และดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ผ่านทีมสหวิชาชีพ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความต่อเนื่องในการดูแลผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Innovation) เพื่อยกระดับการดูแลจากรูปแบบการรักษาแบบเดิม สู่การพัฒนาระบบสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมมากขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การรักษา และการฟื้นฟูภายใต้การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง (Research to Real Impact) โดยอาศัยความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและต่อยอดสู่การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในอนาคต

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2570 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมีแผนดำเนินงานร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้เข้าพักระยะยาวภายในศูนย์ฯ พร้อมเตรียมเปิดหน่วยผู้ป่วยวิกฤตสำหรับผู้สูงอายุที่ยังต้องใช้เครื่องช่วย หายใจ เพื่อรองรับการดูแลอย่างต่อเนื่องและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาล นอกจากนี้ ศูนย์ฯ มีบทบาทเป็นแหล่งศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติสำหรับนักศึกษา บุคลากรสายสุขภาพ และผู้ดูแลผู้สูงอายุ พร้อมสร้างเครือข่ายในการเผยแพร่องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุในระดับประเทศแ

ละนานาชาติ