ในประเทศ

นนทบุรี คลิปตบ น้าร้องมูลนิธิดัง ช่วย 2 หลานสาว เหยื่อบูลลี่-ทำร้ายร่างกาย

นนทบุรี คลิปตบ น้าร้องมูลนิธิดัง ช่วย 2 หลานสาว เหยื่อบูลลี่-ทำร้ายร่างกาย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี น้าของเด็กหญิงสองพี่น้อง ได้นำหลักฐานคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม และนางสาวชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิฯ หลังหลานสาวทั้งสองคนถูกกลุ่มเพื่อนนักเรียนคุกคาม บูลลี่ และทำร้ายร่างกายอย่างหนัก โดยมี น้าสาว อายุ 24 ปี (เสื้อสีดำ นั่งขวาสุด) พาน้องบี (นามสมมุติ นักเรียนชั้น ป.6 อายุ 12 ปี สวมเสื้อสีขาว) และ น้องเอ อายุ 15 ปี (นามสมมุติ สวมเสื้อสีดำ) เข้าพบเพื่อขอความช่วยเหลือ จากการสอบถามเหตุการณ์ทราบว่า จุดเริ่มต้นความขัดแย้งของ น้องบี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.00–21.00 น. หลังพี่สาวคือน้องเอปฏิเสธไม่ยอมให้คู่กรณีลอกการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ จนถูกแชตทักมานัดหมายและจะมารับตัวไปบริเวณแยกบ้านท่าศิลา ถูกรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลบริเวณใบหน้า แขน และขา ซึ่งในวันดังกล่าว น้องบี ได้ตัดสินใจไปตามนัดเคลียร์แทน น้องเอ (พี่สาว) ที่กำลังป่วยอยู่ ขณะที่ น้องเอ พี่สาวคนโต นักเรียนชั้น ม.2 ซึ่งป่วยเป็นโรคลมชักมาตั้งแต่กำเนิด กลับยิ่งถูกกลุ่มคู่กรณีข่มขู่คุกคามหนักขึ้น โดยขู่ว่า “ถ้าทำให้พวกกูติดสถานพินิจ น้องมึงก็ต้องติดด้วย” อีกทั้งยังถูกดึงหูฟัง ทำลายแว่นสายตาจนเลนส์หลุด และล้อเลียนโรคประจำตัวว่าเป็น “โรคจิต/โรคประสาท” พร้อมทำท่าทางเลียนแบบขณะอาการกำเริบ ล่าสุดยังถูกสะกิดและหยิกบริเวณไหล่จนโดนเส้นประสาท ส่งผลให้มือเกร็งชาไปทั้งแขน จนผู้ปกครองต้องนำเรื่องเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังสะท้อนถึงปัญหาและแรงกดดันจากทางโรงเรียน โดยระบุว่าเมื่อนำเรื่องไปแจ้ง คุณครูบางท่านกลับมองว่าเป็นเพียง “การหยอกเล่นกันของเพื่อน” และบอกไม่ให้คิดมาก ขณะที่ครูผู้สอนบางรายรวมถึงรองผู้อำนวยการโรงเรียนกลับแสดงท่าทีเมินเฉย ไม่ปกป้องเด็ก และพูดจาในเชิงบั่นทอนจนทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าเด็กไม่ปลอดภัย และกดดันทางอ้อมให้ต้องเป็นฝ่ายย้ายโรงเรียนหนี ด้าน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิฯ ได้เรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง พร้อมตั้งคำถามถึงระบบความปลอดภัยในโรงเรียนและการจัดการปัญหาบูลลี่ โดยชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งในสังคมที่ว่า เหตุใดเด็กที่เป็นเหยื่อถูกกระทำกลับต้องเผชิญแรงกดดันจนต้องเป็นฝ่ายย้ายโรงเรียนหนี ในขณะที่กลุ่มเด็กผู้ก่อเหตุรังแกและทำร้ายร่างกายกลับยังคงได้เรียนอยู่ที่เดิม โดยเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองเหยื่อและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป