จับหุ้นส่วนผู้จัดการหนุ่ม ออกใบกำกับภาษีกิจการปิโตรเลียมทิพย์ ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับเป็นเงินกว่า 180 ล้านบาท”
จับหุ้นส่วนผู้จัดการหนุ่ม ออกใบกำกับภาษีกิจการปิโตรเลียมทิพย์ ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับเป็นเงินกว่า 180 ล้านบาท”
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.สถาพร ภู่ระหงษ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. และพ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม โดย ว่าที่ พ.ต.ต.ปฏิภาณ เป็นสุข สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.กษิดิ์พิชญ์ สุภาสูรย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ.
ร่วมกันจับกุมตัว นายชยพล อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลภาษีอากรกลาง ที่ 83/2569 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ในความผิดฐาน “ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกและร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใดๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย”
สถานที่จับกุม บริเวณบ้านพักหลังหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ด้วยเมื่อช่วงประมาณ ปี พ.ศ.2564 กรมสรรพากรได้เข้าตรวจสอบกลุ่มบริษัทฯขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีผิดปกติ ซึ่งมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงอากร โดยการออกใบกำกับภาษีฯ ให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ นำไปใช้เครดิตภาษีโดยไม่ได้มีการซื้อขายกันจริง เมื่อเข้าตรวจสอบฯที่ตั้ง หจก.ฯผู้ต้องหา พบว่า ไม่มีการดำเนินกิจการ ไม่มีพนักงานประจำสำนักงานของ หจก. และไม่มีอุปกรณ์สำนักงานหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ สอบถามผู้ดูแลสถานที่ ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบกิจการของ หจก. ได้ เจ้าพนักงานจึงทำหนังสือไปยังหุ้นส่วนผู้จัดการ (ผู้ต้องหา) เพื่อให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานต่างๆ แต่ไม่มีผู้ใดเข้ามาพบและไม่นำส่งเอกสารหลักฐานแต่อย่างใด
ซี่ง หจก.ฯดังกล่าวนี้ มีชื่อเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี มียอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เจ้าพนักงานประเมินฯ ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อม
เบี้ยปรับ จำนวน 25 ฉบับ เป็นเงินประมาณ 180 ล้านบาท จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าห้างฯ ออกใบกำกับภาษีโดย
ไม่มีการประกอบกิจการจริง ถือเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เข้าลักษณะเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจึงเข้ามาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. และทำการขออนุมัติต่อศาลเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหา
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ผู้ต้องหา ปรากฏตัวในบริเวณสถานที่จับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุมจึงได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว ในเวลาต่อมาเมื่อผู้ต้องหาปรากฏตัว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เข้าแสดงตัวขอตรวจสอบดูและพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับจริง จึงดำเนินการจับกุมบริเวณดังกล่าว และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้ต้องหาได้ให้การเพิ่มเติมว่าตนไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
จนมาทราบภายหลังว่าตนมีหมายจับและถูกจับกุมในครั้งนี้ ในส่วนของการเปิด หจก.นั้น ตนคาดว่า สามีใหม่ของแม่ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเมื่อช่วงประมาณปี พ.ศ.2560 เป็นผู้นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนไปใช้ แต่ขณะนั้นตนไม่ทราบว่านำไปใช้ทำสิ่งใด
เตือนภัย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก ป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดและฝากเตือนถึงประชาชน ห้ามขาย หรือ ให้บัตรประชาชนแก่ผู้อื่นโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ มิเช่นนั้นจะตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
