ในประเทศ

รวบหนุ่มเมืองกาญจน์ เจ้าของบัญชีม้า แก๊งลวงโลก ก๊อปปี้เว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ อ้างชื่อบิ๊กเนม “อมตะ” ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 3 ล้าน  อ้างตกงานรับจ้างเปิดแลกเศษเงินหลักร้อย

รวบหนุ่มเมืองกาญจน์ เจ้าของบัญชีม้า

แก๊งลวงโลก ก๊อปปี้เว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ อ้างชื่อบิ๊กเนม “อมตะ” ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 3 ล้าน

อ้างตกงานรับจ้างเปิดแลกเศษเงินหลักร้อย

 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.5 บก.ปปป.

รรท.ผกก.3 บก.ปอศ., พ.ต.ท.ณธัชพงศ์ สินสิริยานนท์, พ.ต.ท.สุรโชค กังวานวาณิชย์, พ.ต.ท.ภาวัต เล็กธำรง และ พ.ต.ท.วรพจน์ ลลิตจิรกุล รอง ผกก.3 บก.ปอศ.

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.รัฐชิน เจริญรัมย์ สว.กก.3 บก.ปอศ. , ด.ต.ธนบดินทร์ พรมรักษ์ , ด.ต.วราวุฒิ คงเพชร , ด.ต. วิทวัส เพ็งแก้ว และ จ.ส.ต.ปภาวิน เทพจันทร์ ผบ.หมู่ กก.3 บก.ปอศ

 

ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา นายพนัสสรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 4190/2569 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกระทำโดยทุจริต หรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจกรรมที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

 

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านพักแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

 

ด้วย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์

รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ

สืบเนื่องจากประมาณปลายปี 2568 กลุ่มผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและนักลงทุน

หน้าใหม่ ได้รวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์หลอกลวงให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นของ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA บนเว็บไซต์ปลอมเลียนแบบหน้าจอแสดงผลจริงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเงินรวมกันกว่า 3 ล้านบาท

 

จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการนี้มีแผนประทุษกรรมที่เป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก สร้างความน่าเชื่อถือลวงโลก มิจฉาชีพได้สร้างเพจเฟซบุ๊ก (Facebook) ปลอม และบัญชีไลน์ (Line) ปลอม นำตราสัญลักษณ์ (Logo) ภาพถ่ายผู้บริหาร และข้อมูลเชิงพาณิชย์ของบริษัทขนาดใหญ่มาตัดต่อโฆษณา อ้างเป็น “โครงการลงทุนระยะสั้น” หรือ “กองทุนปันผลสูง” เพื่อมุ่งเป้าหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุและนักลงทุนมือใหม่ ที่เชื่อมั่นในชื่อเสียงของบริษัท

เมื่อเหยื่อเริ่มหลงเชื่อ คนร้ายจะเริ่มกลยุทธ์ วางเหยื่อล่อให้ตายใจ ในช่วงแรกที่ผู้เสียหายลงทุนหลักพันถึงหลักหมื่นบาท ระบบปลอมจะยอมให้ถอนเงินต้นและผลกำไรได้จริง เพื่อสร้างความไว้วางใจและกระตุ้นความโลภให้เหยื่อเริ่มระดมเงินเก็บก้อนใหญ่หรือไปหยิบยืมเงินคนใกล้ชิดมาลงทุนเพิ่ม

 

กระทั่งเข้าสู่ขั้นตอน เชิดเงินหนีเมื่อเหยื่อทุ่มก้อนใหญ่ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อทุ่มเงินลงทุนหลักแสนถึงหลักล้านบาท ระบบจะเริ่มปฏิเสธการถอนเงิน พร้อมทั้งอ้างเงื่อนไขต่างๆ เช่น ต้องโอนเงินจ่ายภาษีเพิ่ม, บัญชีถูกล็อกเนื่องจากทำผิดกติกา หรือต้องวางเงินค้ำประกันพอร์ตเพิ่ม และเมื่อผู้เสียหายหมดเงินหรือไม่ยอมโอนเงินต่อ มิจฉาชีพจะบล็อกทุกช่องทางการติดต่อและปิดเว็บไซต์หนีทันที

 

นอกจากนี้ กลุ่มคนร้ายยังใช้แผนการ ฟอกเส้นทางเงินผ่านบัญชีม้า เงินลงทุนทั้งหมดไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทนิติบุคคลจริง แต่ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารชื่อบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่กลุ่มมิจฉาชีพจ้างเปิดไว้ เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงิน

จนทราบว่า นายพนัสสรณ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหาย จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายจับ ภายหลังสืบทราบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี จึงได้นำกำลังเพื่อติดตามจับกุมจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด

ต่อมาได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งทำการสอบสวนขยายผลทางคดีเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ทั้งกลุ่ม ผู้ร่วมขบวนการสายข้อมูล และกลุ่มผู้จัดหาบัญชีธนาคารม้าที่ยังคงหลบหนีอยู่ นำตัวมาเข้าสู่กระบวนการ ตามกฎหมายต่อไป

 

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนตกงานและขัดสนเรื่องเงินทอง มีคนใกล้ตัวขอร้องให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร อ้างว่าจะเอาไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจเล็กๆ ถูกกฎหมายไม่มีปัญหาแน่นอน ด้วยความไว้ใจและต้องการเงินค่าจ้างเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทมาประทังชีวิต จึงยอมเปิดบัญชีให้ไป โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้โกงเงินผู้เสียหาย

 

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชนว่า ในการลงทุนหุ้นหรือหลักทรัพย์ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย บัญชีรับโอนเงินจะต้องเป็น “ชื่อบัญชีนิติบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต จาก ก.ล.ต. เท่านั้น ” ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดาโดยเด็ดขาด และไม่มีการลงทุนใดที่การันตีผลตอบแทนสูงผิดปกติในเวลาอันสั้น ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทและโครงการลงทุนที่ได้รับอนุญาตผ่านเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. หรือแอปพลิเคชัน SEC Check First นอกจากนี้ ขอเตือนผู้ที่คิดจะรับจ้างเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้คนอื่นเอาบัญชีไปใช้ จะมีความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

และยังต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้เงินคืนผู้เสียหายทางแพ่งอีกด้วย ทั้งนี้ หากพบเบาะแสหรือตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”