ปทุมธานี ชาวบ้านร้องโรงงานปลาทูกลิ่นเหม็นคลุ้งนาน 20 ปี ต้องปิดบ้านหนีกลิ่น วอนหน่วยงานเร่งแก้ไข
ปทุมธานี ชาวบ้านร้องโรงงานปลาทูกลิ่นเหม็นคลุ้งนาน 20 ปี ต้องปิดบ้านหนีกลิ่น วอนหน่วยงานเร่งแก้ไข
ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ร้องเรียนได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นของโรงงานปลาทูที่ตั้งอยู่ติดกับบ้านพักอาศัย ระบุได้รับผลกระทบต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะช่วงเย็นที่โรงงานมีการต้มปลาทูเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กลิ่นรุนแรงและฟุ้งกระจายเข้าสู่บ้านเรือน จนชาวบ้านต้องปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด และทราบว่าโรงงานดังกล่าวมีการย้ายมาจากที่อื่นแล้วหลายที่ กระทั่งมาอยู่ติดกลับบ้านของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่มีบ้านอยู่ติดกัน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายสมชาย บุตรเสือ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 25/3 ซอยสุขสมบูรณ์ ชายคลองสอง หมู่ 8 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ตนเองและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นของโรงงานปลาทูซึ่งตั้งอยู่ติดกับบ้านมาเป็นเวลานานประมาณ 20 ปี โดยกลิ่นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต้มปลาทูจะฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ และบางช่วงกลิ่นรุนแรงจนสามารถรับรู้ได้ภายในตัวบ้าน
นายสมชายกล่าวว่า ในวันที่โรงงานมีการต้มปลาทูจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณเย็น กลิ่นจะยิ่งมีความรุนแรงมากกว่าช่วงเวลาอื่น และฟุ้งกระจายเข้ามาภายในบ้าน ทำให้สมาชิกในบ้านต้องปิดประตูและหน้าต่างมิดชิด เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้กลิ่นเข้ามาภายในตัวบ้าน แม้จะปิดบ้านแล้วก็ยังได้รับกลิ่นอยู่ในบางช่วง ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความลำบาก
ปัญหาดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต โดยในช่วงที่มีกลิ่นรุนแรงไม่สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อระบายอากาศภายในบ้านได้ตามปกติ ต้องปิดบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นที่ลอยเข้ามา ขณะที่บริเวณโดยรอบก็ได้รับผลกระทบจากกลิ่นที่ฟุ้งกระจายไปตามพื้นที่
นายสมชายระบุว่า ที่ผ่านมาตนเองไม่ได้ปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ดำเนินการ แต่ได้พยายามร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นมาโดยตลอด เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเป็นเวลานาน และก็ทราบมาว่าโรงงานต้มปลาทูลายนี้มีการย้ายที่ตั้งมาแล้วหลายที่เนื่องจากมีการร้องเรียน กระทั่งก่อสร้างอยู่ติดกับบ้านของตนเอง นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวยังเคยเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และมีคำสั่งศาลออกมาแล้ว แต่ปัญหาเรื่องกลิ่นยังคงเกิดขึ้น ทำให้ตนเองและชาวบ้านยังต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และหากพบว่าการประกอบกิจการมีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายและกำหนดมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน
นายสมชายยังกล่าวอีกว่า ทราบข้อมูลว่าโรงงานดังกล่าวเคยย้ายสถานที่ตั้งมาแล้วหลายแห่ง โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการควบคุมและดูแลเรื่องกลิ่น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบระบบควบคุมกลิ่นและกระบวนการประกอบกิจการว่าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่
“อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาตรวจสอบในช่วงเวลาที่โรงงานกำลังต้มปลาทู โดยเฉพาะช่วงเย็น เพราะเป็นช่วงที่กลิ่นแรงและชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จะได้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เข้ามาตรวจสอบเฉพาะช่วงที่ไม่ได้ต้มปลา” นายสมชายกล่าว
ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านได้ตามปกติ โดยไม่ต้องคอยปิดประตูหน้าต่างหลีกเลี่ยงกลิ่นจากโรงงาน และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถประกอบกิจการควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
ด้าน นางสาวสิรกาญจน์ สุภาทิต นิติกรชำนาญการ พร้อมด้วยนางสาวนิภาภัสส์ เสือมั่น ผู้ช่วยนิติกร นายจิรศักดิ์ เพ่งพิศ นักวิชาการสุขาภิบาลชำนาญการ ว่าที่ร้อยตรียอดยิ่ง สอาดศรี
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการและนางสาวศิริลักษณ์ ศรีลาศักดิ์
นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ เทศบาลเมืองท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้ให้ข้อมูลแต่ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีการร้องเรียนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นของโรงงานต้มปลาทู
โดย นางสาวสิรกาญจน์ สุภาทิต นิติกรชำนาญการ เปิดเผยความคืบหน้าคดีผู้ประกอบการตากแห้ง–หมักปลาทู หลังถูกร้องเรียนเรื่องการประกอบกิจการที่เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การสาธารณสุข และเทศบัญญัติด้านสาธารณสุข ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อผู้ประกอบการที่ สภ.คลองหลวง ตั้งแต่ปี 2565 ก่อนที่ศาลจังหวัดธัญบุรีจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และปรับรายวันวันละ 150 บาท จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี หลังคำพิพากษา เทศบาลได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามทุกเดือน แต่ยังพบว่าผู้ประกอบการไม่แก้ไขและยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงรายงานผลให้อัยการ พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อให้อัยการแถลงต่อศาลว่าผู้ประกอบการยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
ต่อมา เมื่อมีการร้องเรียนจากคู่กรณีรายเดิมอีกครั้งในปี 2568 เทศบาลจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งส่งกลับ โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินคดีในข้อหาเดิม ส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ซึ่ง ปัจจุบันเทศบาลอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการทางปกครองควบคู่กับการพิจารณาแนวทางดำเนินคดีอาญา โดยคำสั่งของอัยการที่ให้ยุติการดำเนินคดีจากการแจ้งความในปี 2568 เพิ่งแจ้งกลับมายังเทศบาลเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 และเทศบาลเพิ่งรับทราบคำสั่งดังกล่าว
นายจิรศักดิ์ เพ่งพิศ นักวิชาการสุขาภิบาลชำนาญการ เปิดเผยถึงผลการตรวจด้านสุขาภิบาลว่า เจ้าหน้าที่มุ่งตรวจสอบ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาน้ำเสีย และ กลิ่นเหม็นที่ก่อเหตุรำคาญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่โดยรอบในส่วนของน้ำเสีย เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้สถานประกอบการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันการปล่อยน้ำเสียลงสู่คูคลองหรือรั่วซึมไปยังบ้านเรือนข้างเคียง ขณะที่ด้านอากาศเสีย ได้กำชับให้ติดตั้งระบบบำบัดอากาศหรือดำเนินมาตรการป้องกันกลิ่นเหม็น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้พักอาศัยและผู้ร้องเรียน ทั้งนี้ ได้มีการ ออกคำสั่งทางปกครอง ให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแล้ว โดยตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ขั้นตอนแรกคือการมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงแก้ไข หากยังเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการ จะส่งเรื่องให้นิติการดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับต่อไป
ว่าที่ร้อยตรี ยอดยิ่ง สอาดศรี นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหามลพิษจากโรงงานว่า แม้ผู้ประกอบการจะมีการล้อมพื้นที่ด้วยเมทัลชีทจนดูเหมือนปิดมิดชิด แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบได้ ซึ่งการล้อมรั้วหรือปิดบังพื้นที่เป็นเพียงการบดบังสายตา ไม่ใช่การแก้ไขต้นเหตุของปัญหา เนื่องจากควันที่เกิดจากหม้อไอน้ำ (Boiler) ยังไม่มีการบำบัดก่อนระบายออกสู่บรรยากาศ ทำให้ควันพวยพุ่งขึ้นจากปล่องขนาดใหญ่และลอยกระจายไปตามทิศทางลม “ปัญหากลิ่นเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก หากไม่มีระบบบำบัด กลิ่นก็จะฟุ้งกระจายอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่ลมนิ่ง กลิ่นจะวนสะสมอยู่ในพื้นที่เดิม ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน” ว่าที่ร้อยตรี ยอดยิ่ง กล่าว พร้อมระบุว่า มาตรการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย และยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นตอของปัญหายังไม่ได้รั
บการบำบัดอย่างเหมาะสม

