ปทุมธานี อดีต สส. สู่เวทีวิชาการโลกใช้ AI ถอดรหัสพฤติกรรมเลือกตั้งไทยโชว์ศักยภาพผู้นำดิจิทัลพร้อมผลักดันสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อความโปร่งใสยุติธรร
ปทุมธานี อดีต สส. สู่เวทีวิชาการโลกใช้ AI ถอดรหัสพฤติกรรมเลือกตั้งไทยโชว์ศักยภาพผู้นำดิจิทัลพร้อมผลักดันสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อความโปร่งใสยุติธรรม วันที่ 30 มิถุนายน 69 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ว่าตนได้ทำผลงานวิจัยล่าสุดด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้จนได้รับการตีพิมพ์ใน Information วารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ได้รับการจัดอันดับคุณภาพสูงสุดในกลุ่ม Q1 (สถาบัน MDPI) ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ เผยให้เห็นถึงก้าวสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 โดยมีความโดดเด่นในการบูรณาการโมเดลคณิตศาสตร์และ Machine Learning เข้าด้วยกัน ทั้งทฤษฎีเซตแบบคลุมเครือ (ที่, การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันระดับขั้น (Hierarchical CFA) และอัลกอริทึม Random Forest Regression เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและจัดการกับความซับซ้อนของข้อมูลทางการเมือง นายประสิทธิ์ เปิดเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งของไทย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Information ที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus ระดับ Q1 โดยระบุว่า งานวิจัยศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย ด้วยเทคนิค Machine Learning และตัวแปรในการศึกษาประมาณ 8 ตัว ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองเป็นอันดับแรก หากภาพลักษณ์สอดคล้องกับความคาดหวัง จึงจะพิจารณานโยบายของพรรคเป็นลำดับถัดไป ขณะที่ปัจจัยด้านความภักดีต่อพรรคการเมืองมีบทบาทลดลงอย่างมาก หรือแทบไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งในปัจจุบัน นายประสิทธิ์กล่าวอีกว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดการเลือกตั้งของไทยได้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Listening เพื่อช่วยตรวจจับข่าวปลอม (Fake News) ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และข้อมูลบิดเบือนที่อาจส่งผลต่อความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำกับดูแลการเลือกตั้ง นอกจากนี้แนวทางพัฒนาระบบเลือกตั้งของไทยให้เป็นระบบดิจิทัล โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ภายในคูหา ซึ่งการลงคะแนนผ่านระบบจะช่วยให้สามารถทราบผลการเลือกตั้งได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาทีหลังปิดหีบลดปัญหาการนับคะแนนล่าช้าบัตรเสียความคลาดเคลื่อนในการรวมคะแนน และลดภาระของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ระบบเลือกตั้งดิจิทัลมีการใช้งานในหลายประเทศ และมีความแม่นยำสูง โดยสามารถลดข้อผิดพลาดจากการนับคะแนนและการลงคะแนนผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตนจะดำเนินการผลักดันแนวคิดดังกล่าวผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการและการออกกฎหมาย รวมถึงการกำหนดระเบียบของ กกต. เพื่อรองรับการนำระบบเลือกตั้งดิจิทัลมาใช้ในอนาคต โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐในการดำเนินการต่อไป

