วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2026
Latest:
ในประเทศ

รวบหนุ่มจีนพร้อมแฟนสาวลักลอบเปิด Exchange เถื่อน รับแลกเงินหยวนออนไลน์ เงินสะพัดกว่า 20 ล้าน 

รวบหนุ่มจีนพร้อมแฟนสาวลักลอบเปิด Exchange เถื่อน รับแลกเงินหยวนออนไลน์ เงินสะพัดกว่า 20 ล้าน

 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ., พ.ต.ท.จักรี กันธิยะ , พ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.5 บก.ปอศ.

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ จันทพันธ์ สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก. 5 บก.ปอศ.

 

ดำเนินคดีผู้ต้องหา รวม 2 ราย ดังนี้

1. Mr.ZHENG (นายเจิ้ง ขอสงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี สัญชาติจีน

2. นางสาวกิตติยาพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย

ความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485

พร้อมตรวจยึดของกลาง

1. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง

2. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 4 เล่ม

สถานที่ตรวจค้น

ทาวโฮม 3 ชั้น แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

 

สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการเงินไร้พรมแดนมีการพัฒนาเพื่อยกระดับบริการทางการเงินให้รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย การโอนเงินระหว่างประเทศสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังอาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นช่องทางในการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) มีนโยบายตัดวงจรอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบครบวงจร ทำลายระบบนิเวศ ของมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นจนจบ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดย กก.5 บก.ปอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ได้ตรวจสอบพบว่ามีการประกาศโฆษณาเปิดรับแลกเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าว

เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. พบว่ามีผู้ใช้แพลตฟอร์ม Facebook ใช้ชื่อว่า “Kittiyaphorn” ซึ่งมีผู้ติดตาม กว่า 9,800 คน โพสต์ประกาศ โฆษณา เชิญชวน เกี่ยวกับการให้บริการรับแลกเงิน, เติมหยวน , เรทดี โอนไว โอนเองทุกยอด จากการตรวจสอบพบการโพสต์ภาพถ่ายเงินสด จำนวนมาก เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า คิดเรทอัตราการโอนเงินสกุลบาทของไทยไปสกุลเงินหยวน ของประเทศจีน 4.92 บาท ต่อ 1 หยวน พร้อมทั้งส่งคิวอาร์โค้ดสำหรับโอนเงินบาทไทย

 

และจากการตรวจสอบพบว่า น.ส.กิตติยาพร (ขอสงวนนามสกุล) ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจรับแลกเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่อย่างใด

 

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า น.ส.กิตติยาพรฯ มีบัญชีธนาคารที่ใช้ในการทำธุรกรรมรับแลก และรับจ่ายเงินหยวน เงินหมุนเวียนกว่า 26 ล้านบาท ภายในห้วงระยะเวลาเพียง 6 เดือน จากการตรวจสอบบัญชีขาเข้า จำนวน 219 บัญชี พบว่ามีความเชื่อมโยงกับบัญชีที่ถูกใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) จำนวน 9 บัญชี ยอดเงินรวมกว่า 1,102,332.51 บาท

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าตรวจค้นตรวจยึดพยานเอกสารและพยานวัตถุ สำหรับใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 จุด พร้อมทั้งตรวจยึดพยานหลักฐาน และพยานวัตถุ

ที่เกี่ยวข้องรวม 6 รายการ จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีผู้ใช้ Facebook ใช้ชื่อว่า Kittiyaphorn จำนวน 2 ราย ได้แก่ Mr.ZHENG (นายเจิ้ง ขอสงวนนามสกุล สัญชาติจีน) และ น.ส.กิตติยาพร (ขอสงวนนามสกุล) โดยมี Mr.ZHENG เป็นนายทุน ส่วน น.ส.กิตติยาพรฯ ทำหน้าที่โพสต์ข้อความทางช่องทางออนไลน์ช่องทางต่างๆ เพื่อหาลูกค้า ตอบข้อความของลูกค้า บริหารกิจการในภาพรวม กำหนดเรท ราคาเงินหยวนในแต่ละวัน ตลอดจนทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับโอนเงินจากลูกค้า

 

หลังจากที่ น.ส.กิตติยาพรฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าแล้ว ก็จะแจ้งให้ Mr.ZHENG โอนเงินหยวนจากบัญชี Ali pay ของตน เข้าไปยังบัญชี Ali pay ของ น.ส.กิตติยาพรฯ แล้วโอนเงินหยวนไปยังบัญชี Ali pay ของลูกค้า โดยได้ค่าตอบแทนจากส่วนต่างของเรทเงินแต่ละวัน เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต” ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ในส่วนของบัญชีธุรกรรมขาเข้า ที่มีการใช้บริการแลกเงินหยวนกับผู้ต้องหา แล้วพบเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนขยายผลต่อไป

เบื้องต้นผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาให้การสอดคล้องกันว่า ได้ร่วมกันเปิดให้บริการแลกเงินหยวนผ่านแพลตฟอร์ม Facebook ชื่อ Kittiyaphorn ตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยร่วมกับแฟนชาวจีน เปิดบัญชี Alipay เพื่อใช้สำหรับโอนเงินหยวนให้กับลูกค้า ที่ติดต่อเข้ามาขอแลกเงิน

 

ซึ่งจะมีการบวกค่าเงินสูงจากอัตราแลกเปลี่ยนปกติเพื่อเป็นกำไร โดยจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้นๆ ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า จากประเทศจีน ทั้งในนามนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ให้การยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจรับแลกเงินดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจริง

สุดท้ายนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชนที่มีความต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ควรเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่ทำทีเป็นรับแลกเปลี่ยนโอนเงิน แต่เมื่อโอนไปแล้วกลับเสียเงินฟรีๆ และเงินที่ได้รับมามีโอกาสที่จะเป็นเงินที่กลุ่มมิจฉาชีพได้มาจากการกระทำความผิด มีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อายัดบัญชีธนาคาร หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

อีกทั้งปัจจุบันตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพมีการใช้บริการรับแลกเงินเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศดังกล่าว เป็นช่องทางในการหมุนเวียนเงินที่ได้จากการหลอกลวงหรือธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อนำออกไป

ต่างประเทศ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

 

โดย กก.5 บก.ปอศ. จะได้ทำการกวดขันปราบปราม เพื่อเป็นการตัดช่องทางทางการหมุนเวียนเงินนอกระบบและเงินผิดกฎหมาย

ของกลุ่มมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง หากพบเบาะแสหรือพฤติการณ์ต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”