ตะลึงพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล 9 ล้านรายชื่อสู่แก๊ง องค์กรอาชญากรรม ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองปราบ-ปปป.ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัล (DE) และ PDPCเปิดปฏิบัติการ Cut Down Scam 2 สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล
ตะลึงพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล 9 ล้านรายชื่อสู่แก๊ง องค์กรอาชญากรรม ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองปราบ-ปปป.ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัล (DE) และ PDPCเปิดปฏิบัติการ Cut Down Scam 2 สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล . วันนี้ (23 มิ.ย.69) เวลาประมาณ 17.00 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วยนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และ พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ร่วมกันเป็นประธานในการแถลงข่าว .ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธินกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม, กองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. , พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. , พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. , พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. , พ.ต.อ.ภาสกร นภาโชติ ผกก.4 บก.ปปป. ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ร่วมกันจับกุม 1.นายบุญรักฯ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3145/2569 2.นายสมควรฯ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3146/2569 3.นางสาวแสงแก้วฯ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3147/2569 4.นายอัซฮารีฯ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3148/2569 5.นายจักรีฯ อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3149/2569 6.นายพูนทรัพย์ฯ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3151/2569 7.นายวาทินฯ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3155/2569 8.นายนันทวัฒน์ฯ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3156/2569 9.นายวีรยุทธฯ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3295/2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ ความผิดทางอาญาอื่นใด, ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับบุคคลทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ เพื่อนำไปใช้ หรือให้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ ความผิดทางอาญาอื่นใด โดยการขาย เสนอขาย หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 11/2 วรรคสอง และวรรคท้าย (เพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 10) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 พร้อมตรวจยึดของกลาง 1.คอมพิวเตอร์ Notebook จำนวน 5 เครื่อง 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ จำนวน 6 เครื่อง 3.Boxphone farm จำนวน 1 เครื่อง 4.อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล จำนวน 2 รายการ 5.โทรศัพท์มือถือ/Tablet จำนวน 31 เครื่อง 6.ซิมการ์ด จำนวน 112 ชิ้น 7.สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 10 เล่ม 8.บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (ATM) จำนวน 3 ใบ 9.บัตรกดเงินสด จำนวน 2 ใบ 10.เงินสด จำนวน 775,000 บาท 11.รถยนต์ จำนวน 1 คัน 12.หนังสือเดินทาง จำนวน 3 เล่ม 13.สมุดจดบันทึก จำนวน 6 รายการ 14.อาวุธปืน จำนวน 2 กระบอก 15.เครื่องกระสุนปืน จำนวน 42 นัด สืบเนื่องด้วยเมื่อประมาณปลายปี 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Committee , PDPC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดปฏิบัติการ “Cut Down Scam – สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล” กระจายกำลังตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 8 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหารวม 6 คน พร้อมทั้งตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, บัญชีธนาคาร และสิ่งของอื่นๆ กว่า 43 รายการ โดยจากการตรวจสอบของกลางเพิ่มเติมพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการเข้าถึงและเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลไว้อีกกว่า 6 ล้านรายชื่อ ส่งผลให้ยอดรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกพบว่ารั่วไหลรวมประมาณ 9 ล้านรายชื่อ ซึ่งเชื่อว่าถูกองค์กรอาชญากรรมนำไปใช้ในการหลอกลวงประชาชน หรือกรณีถูกนำไปใช้ในการติดต่อชักชวนให้ประชาชนเล่นการพนันออนไลน์ ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลไปยังกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งมิติของการพิสูจน์กลุ่มคนร้ายที่ลักลอบขายข้อมูลส่วนบุคคล แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการสืบสวนขยายผลไปยังกลุ่มผู้ซื้อข้อมูลส่วนบุคคล จนกระทั่งนำไปสู่การขยายผลสืบสวนปราบปรามภายใต้ปฏิบัติการ “Cut Down Scam 2 สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มของผู้ต้องหาจำนวน 6 เครือข่าย ในครั้งนี้ ผลการปฏิบัติการตรวจค้น 22 เป้าหมาย (พื้นที่จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, นครสวรรค์, ลพบุรี, ขอนแก่น, อำนาจเจริญ, สระแก้ว, จันทบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร) สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับรวม 9 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง/สิ่งของตรวจยึดกว่า 15 รายการ นำส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีตามกฎหมาย สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย เบื้องต้นให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้จากการรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่พบจากการตรวจค้นเป้าหมายและจากการล่อซื้อ ภายใต้ปฏิบัติการ “Cut Down Scam 2” พบข้อมูลส่วนบุคคล 9,616,199 รายชื่อ และภาพบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 477 บุคคล และจากการตรวจสอบข้อมูลการรับแจ้งความออนไลน์ Thai Police Online พบความเกี่ยวข้องกับรายชื่อที่ถูกเผยแพร่ จำนวน 13,677 Case ID มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น 2,008,531,702.48 บาท ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัย ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากต้องมอบข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองให้แก่ผู้อื่น ควรตรวจสอบว่าผู้ขอข้อมูลนั้น มีความน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะข้อมูลของท่านอาจจะถูกนำไปใช้ในลักษณะผิดกฎหมาย หรือข้อมูลเหล่านั้นอาจจะย้อนกลับมาทำให้ท่านกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ หรือ ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ โดยไม่ว่าผู้ขอข้อมูลจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือบริษัทเอกชน ขอให้ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลใด ๆ จนกว่าจะมั่นใจในความถูกต้องก่อนที่จะให้ข้อมูล วิธีการป้องกันและแก้ไข เปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ จะเป็นการทำให้มิจฉาชีพ เข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียได้ยากขึ้น ทั้งนี้ บุคคลที่ใช้ เก็บรวบรวม ซื้อ หรือจำหน่าย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมาย

