วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Latest:
ในประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีต่อเนื่อง ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส ๓ ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต พังงา และ กระบี่ วันที่ 20 มิ.ย.2569

นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีต่อเนื่อง ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส ๓ ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต พังงา และ กระบี่ วันที่ 20 มิ.ย.2569

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการแย่งอาชีพคนไทย

 

สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ในห้วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ให้ห้วงปฏิบัติการ เฟส ๑ – ๒ มีการดำเนินคดีกับบริษัทฯ ซึ่งต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินี ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี จำนวน 105 คดี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว ๒๒ คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว ๑๓ คดี ผู้ต้องหา 14 คน ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลา ที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้

 

วันนี้ (20 มิ.ย.69) เวลา 06.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รอง ผบช.ภ.๘, พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พล.ต.ต.ชัยเกียรติ วิริยสถิตกุล ผบก.ภ.จว.พังงา, พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผบก.ภ.จว.กระบี่, พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา, นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่, นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นายไตรรัตน์ เทพบริรักษ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน และ นายธนวัฒน์ พัศดารักษ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส ๓ ฝั่งอันดามัน” ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต พังงา และกระบี่

 

สรุปผลการปฏิบัติในวันนี้ (20 มิ.ย.69) เป้าหมายตรวจค้นที่ดิน ๘๙ แปลง พื้นที่รวม ๔๙ ไร่ 1 งาน ๖.๔ ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,๐๕๓ ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ ๕๙ หมายจับ เป็นชาวไทย ๒๘ คน ชาวต่างชาติ ๓๑ คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 55 หมาย รวม 48 คน แบ่งเป็นชาวไทย 27 คน เป็นชาวต่างชาติ 21 คน (ผู้ต้องหาบางรายมีหลายหมายจับ) ประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล 11 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 1 คน, อังกฤษ 1 คน, เนเธอร์แลนด์ 1 คน, รัสเซีย 1 คน

 

จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งประเภทความผิด เป็น ๒ กลุ่ม

 

กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 11๖ ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน / หมายจับ 13 หมายจับ สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 10 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 9 คน (อิสราเอล 5 คน,ฝรั่งเศส 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 1 คน, รัสเซีย 1 คน)

 

กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามบริษัท

 

รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ คือการตรวจค้นจับกุม กลุ่มเครือข่ายบริษัท จีแมทฯ ได้แก่

1.บริษัท จีแมท ฯ ประกอบธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์

2.บริษัท อาบาฯ ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา

3.บริษัท ฟิตเนส ฯ ประกอบธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย

 

จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม

 

กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว. มูลค่าประมาณ ๒๖๙ ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 6 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน (อังกฤษ 1 คน)

กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตาฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท

 

สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดพังงา ครั้งนี้ คือ การตรวจค้นจับกุม โรงแรม ซาวา บีชฯจากการตรวจสอบพบวิลล่าเปิดให้บริการ 7 หลัง มีพนักงานให้คอยบริการ และเก็บค่าที่พักหรือค่าตอบแทนเป็นรายวัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเปิดให้บริการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุม นายแอนดรูว์ฯ สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท จากการสืบสวนพบว่ามีคนไทยมีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทและถือหุ้นในหลายบริษัทในลักษณะถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) และมีบัตรประกันสังคม จึงมีลักษณะเป็นลูกจ้าง หรือ พนักงานบริษัท ซึ่งไม่มีทางที่จะมีเงินไปลงทุน หรือถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ได้เลย และยังพบว่าคนไทยดังกล่าว เป็นกลุ่มพนักงานหรือญาติพี่น้องของกรรมการบริษัท ที่ช่วยเหลือในการใช้สิทธิของคนไทยในการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

 

จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน ๙ บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว. มูลค่าประมาณ ๒๐๙ ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 39 หมายเป็นผู้ต้องหาชาวไทย 27 คน ชาวต่างชาติ 11 คน (อิสราเอล 6 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 1 คน)

กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ ๒๙๐ ล้านบาท ศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท

 

สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในวันนี้ คือการจับกุม บริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ บริษัท ทรอปิคอลเฮาส์ฯ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์นและสระว่ายน้ำส่วนตัว โครงการตั้งอยู่ในทำเลทอง อาทิเช่น เหนือคลอง, หนองทะเล และ เขาทอง ขายในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าว มีทุนจดทะเบียน ๔ ล้านบาท ถือครองที่ดิน ๑๖ แปลง ประมาณ ๖ ไร่ ๗๖.๖ ตร.ว. มูลค่าประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น 100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริง บริษัทดังกล่าว มี น.ส.คาทาจีนาฯ และ นายคามิลฯ (สามี) เป็นผู้บริหารและควบคุมกิจการ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยไม่ได้มีการลงทุนจริง

อีกหนึ่งคดีสำคัญ คือการจับกุม ห้างหุ้นส่วนจำกัด กันจ์ ฯ ประกอบกิจการด้านความบันเทิงและให้บริการด้านดนตรีใน จว.กระบี่ มี นายสเตฟานัดฯ สัญชาติแอฟริกาใต้ เป็นเจ้าของ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยได้รับความช่วยเหลือจาก นาย ว. ทนายความ และ นาง ส. ผู้สอบบัญชี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ต้นน้ำ” ของขบวนการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น จากการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่ามีการนำลายมือชื่อของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว มาใช้ในเอกสารทางราชการและเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จและอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

จากการตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในรูปแบบใด กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็นหลายบัญชีโดยในส่วนที่สำคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจการลงทุนที่ดีต่อประเทศ

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง