ตามรวบหนุ่มบัญชีม้า อ้างเห็นเพื่อนถูกทำร้ายจึงยอมเปิด 6-7 บัญชีพบโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ 18 คดี ความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ , พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. ,พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. , พ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา
ผกก.4 บก.ป. , พ.ต.ท.เจษฏา แก้วจาเครือ, พ.ต.ท.เอนก บุญตา , พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.ชนะ ขำทอง , พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศิลาพันธุ์ รอง ผกก.4 บก.ป. , ว่าที่ พ.ต.ต.นุกูล ใจอารี สว.กก.4 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.นุกูล ใจอารี สว.กก.4 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป.
ร่วมกันจับกุม นายกฤษณะฯ อายุ 20 ปี ตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ที่ 71/2568 ลงวันที่
27 กุมภาพันธ์ 2568 “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และ ร่วมกันฉ้อโกง”
สถานที่จับกุม บริเวณหน้าแคมป์ก่อสร้างริมถนน ม.2 ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยคดีที่ 1 สน.บางรัก : ผู้แจ้งถูกคนร้ายทักมาในแอพพลิเคชั่นไลน์ หลอกลงทุน Free market เมื่อผู้แจ้งโอนเงินให้คนร้าย 5,000 บาท คนร้ายได้โอนเงินคืนให้ผู้แจ้งจำนวน 5,565 บาท ผู้แจ้งเชื่อว่าการลงทุนได้ผลตอบแทนจริงจึงโอนเงินให้คนร้ายจำนวน 35,000 บาท ต่อมาคนร้ายได้บอกว่าให้โอนเงินเพิ่มเนื่องจากยอดไม่พอหากไม่โอนเพิ่มจะไม่ได้เงินคืน ทำให้ผู้แจ้งทราบว่าถูกแก๊งสแกมเมอร์หลอกลวง
คดีที่ 2 สอท.2 : ผู้แจ้งสนใจลงทุนทองคำ ต่อมาได้เจอกับเพจเฟซบุ๊ก ผู้แจ้งจึงติดต่อไป จากนั้นถูกคนร้ายหลอกให้ทำการลงทุนเหรียญดิจิทัล USDT ผ่านเว็บไซต์ “tidex-otc.com” ผู้แจ้งหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้คนร้ายรวมจำนวน 21,520,000 บาท หลังจากที่ผู้กล่าวหาโอนเงินไปลงทุนก็ไม่ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา และไม่สามารถถอน เงินออกจากระบบได้ ผู้กล่าวหาจึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
คดีที่ 3 สภ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ : ผู้แจ้งได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคนร้ายโดยถูกหลอกให้โอนเงินจำนวน 2,781,000 บาท
คดีที่ 4 สภ.ท่าม่วง ภ.จว.กาญจนบุรี : คนร้ายได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กติดต่อมายังผู้แจ้งพูดคุยเรื่องทั่วไป ต่อมาผู้แจ้งถูกคนร้ายหลอกลวงลงทุนขายเสื้อผ้า โดยคนร้ายอ้างว่าเป็นเว็บขายสินค้า ในช่วงแรกผู้แจ้งโอนเงินไปลงทุนแล้วได้เงินกลับคืนมา จึงเชื่อว่าลงทุนแล้วได้กำไรจริง ต่อมาผู้แจ้งโอนเงินไปให้คนร้ายรวม 14 ครั้ง เป็นเงิน 264,101.31 บาท
และท้ายที่สุดก็ไม่ได้เงินคืน ผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นมิจฉาชีพหลอกให้ผู้เสียหายทำธุรกิจร่วมลงทุน
จากการตรวจสอบในฐานระบบแจ้งความออนไลน์ พบบัญชีธนาคารของ นายกฤษณะฯ ใช้สำหรับเป็นบัญชีม้ารับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 18 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งว่า นายกฤษณะฯ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ที่ 71/2568 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และ ร่วมกันฉ้อโกง” ได้มาพักอาศัยอยู่ที่ แคมป์ก่อสร้างริมถนน ม.2 ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เดินทางมาตรวจสอบพบ ว่า นายกฤษณะฯ อยู่บริเวณหน้าแคมป์ก่อสร้างริมถนน ม.2 ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าแสดงตนแสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้แสดงหมายจับ ให้ นายกฤษณะฯ ดูและให้อ่านเองจนเป็นที่เข้าใจดีแล้ว รับว่าตนเองเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับของศาลฯ นี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีตามหมายจับนี้มาก่อน นายกฤษณะฯ รับทราบสิทธิ์และข้อกล่าวหาดีแล้ว รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงและขอให้การยอมรับตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวมาทำบันทึกจับกุมที่ สถานีตำรวจภูธรบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางรัก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับที่ต้องการตัวเพิ่ม 3 หมายจับ
สอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ยอมรับตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนโดนหลอกไปทำงาน ที่ประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นถูกบังคับให้เปิดบัญชีธนาคาร 6-7 บัญชี เพื่อใช้ในเครือข่ายสแกม เนื่องจากตนเห็นคนที่ไปทำงานด้วยถูกทำร้ายทรมานทำให้เกิดความกลัว จึงเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้ายสแกมเมอร์ใช้รับเงินในการหลอกผู้เสียหาย
เตือนภัย การเปิดบัญชีธนาคารโดยเอาไปให้คนอื่นใช้ โทษของเจ้าของบัญชี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”











