เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ชื่นชม “ทุ่งฝน โมเดล” ต้นแบบแก้ปัญหาผู้เสพก่อความรุนแรง เตรียมขยายผลทั่วประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ชื่นชม “ทุ่งฝน โมเดล” ต้นแบบแก้ปัญหาผู้เสพก่อความรุนแรง เตรียมขยายผลทั่วประเทศ   วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และนายพงศ์ศิริ ชื่นบาน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 และนายอดุล ประยูรสิทธิ ที่ปรึกษาสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมการประชุมรับฟังสรุปผลการดำเนินงานตามแนวทาง “ทุ่งฝน โมเดล ” ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี โดยมี พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน สรุปแนวทางการดำเนินงาน “ทุ่งฝน โมเดล” เป็นการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผู้เสพที่ก่อเหตุรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ในการให้พนักงานสอบสวนตั้งคดีอาญาเพิ่มเติมจากข้อหาเสพ โดยให้ครอบครัวเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อแก้ไขกรณีผู้เสพที่ก่อความรุนแรง และพันตำรวจโท เนื่องฤทธิ์ ตาตะมิ รอง ผกก.สส. สรุปถึงการดำเนินงานตั้งข้อหา การสอบปากคำผู้เสียหาย การทำบันทึกจับกุม บันทึกแจ้งข้อหา การส่งสำนวนคดีต่ออัยการ สรุปจำนวนคดี 71 คดี ตัดสินแล้ว 58 คดี โดยคดีที่มีการตัดสินโทษถึง 8 ปี
มารดาของผู้ก่อเหตุได้กล่าวถึงความรู้สึกต่อการดำเนินงานของ สภ.ทุ่งฝน ที่ช่วยเหลือจับกุมลูกชายที่ก่อเหตุรุนแรงมานานหลายครั้ง บำบัดรักษามาหลายครั้ง แต่กลับมาเสพยาเสพติดซ้ำตลอด จนครั้งนี้ที่ตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดี ถูกตัดสินโทษ 5 ปี ถือว่าตนเองและลูกปลอดภัยทั้ง 2 ฝ่าย
พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการมาเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานและจะนำโมเดลทุ่งฝนไปใช้ขยายสู่ทุกโรงพักทั่วประเทศ โดย สำนักงาน ป.ป.ส.ได้นำเสนอโมเดลนี้ใน การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจเแห่งชาติ นำไปปรับประยุกต์ใช้กับทุกสถานีตำรวจภูธร โดยมีการหารือกับ ผบ.ตร. เกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวแล้วในการนำโมเดลไปใช้ในทุกพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ สำนักงานปปส. ภาค 3 มาร่วมรับฟังแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้และขยายผลในพื้นที่
สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมสนับสนุนงบประมาณระดับชุมชนในพื้นที่ เช่น การจัดเวรยามกลางคืน จุดตรวจ/จุดสกัด และการฝึกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สิ่งที่สำคัญมากกว่า การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือแนวคิดเชิงป้องกัน: จัดเวทีให้เยาวชนเรียนรู้จากบาดแผลของชุมชน เพื่อลดการเลียนแบบและป้องกันการติดยาเสพติดในรุ่นต่อไป
โดย สำนักงานปปส.ภาค 4 จะจัดประชุมอบรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลกลางเดือนธันวาคม 2569 โดยจะเชิญ 252 สถานี (ผู้กำกับการฯ และรองผู้กำกับสอบสวน) มาร่วมนำเสนอโมเดลต้นแบบเวทีดังกล่าว เชิญอัยการ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอดประสานแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวแสดงความขอบคุณ ชื่นชมและยกย่อง ข้าราชการตำรวจ สภ.ทุ่งฝน ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน ที่ได้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ และกรุณาปรานีต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จนเกิดเป็นความร่วมมืออันเข้มแข็งจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ปกครองในชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และนายพงศ์ศิริ ชื่นบาน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 และนายอดุล ประยูรสิทธิ ที่ปรึกษาสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมการประชุมรับฟังสรุปผลการดำเนินงานตามแนวทาง “ทุ่งฝน โมเดล ” ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี โดยมี พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน สรุปแนวทางการดำเนินงาน “ทุ่งฝน โมเดล” เป็นการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผู้เสพที่ก่อเหตุรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ในการให้พนักงานสอบสวนตั้งคดีอาญาเพิ่มเติมจากข้อหาเสพ โดยให้ครอบครัวเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อแก้ไขกรณีผู้เสพที่ก่อความรุนแรง และพันตำรวจโท เนื่องฤทธิ์ ตาตะมิ รอง ผกก.สส. สรุปถึงการดำเนินงานตั้งข้อหา การสอบปากคำผู้เสียหาย การทำบันทึกจับกุม บันทึกแจ้งข้อหา การส่งสำนวนคดีต่ออัยการ สรุปจำนวนคดี 71 คดี ตัดสินแล้ว 58 คดี โดยคดีที่มีการตัดสินโทษถึง 8 ปี

มารดาของผู้ก่อเหตุได้กล่าวถึงความรู้สึกต่อการดำเนินงานของ สภ.ทุ่งฝน ที่ช่วยเหลือจับกุมลูกชายที่ก่อเหตุรุนแรงมานานหลายครั้ง บำบัดรักษามาหลายครั้ง แต่กลับมาเสพยาเสพติดซ้ำตลอด จนครั้งนี้ที่ตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดี ถูกตัดสินโทษ 5 ปี ถือว่าตนเองและลูกปลอดภัยทั้ง 2 ฝ่าย

พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการมาเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานและจะนำโมเดลทุ่งฝนไปใช้ขยายสู่ทุกโรงพักทั่วประเทศ โดย สำนักงาน ป.ป.ส.ได้นำเสนอโมเดลนี้ใน การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจเแห่งชาติ นำไปปรับประยุกต์ใช้กับทุกสถานีตำรวจภูธร โดยมีการหารือกับ ผบ.ตร. เกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวแล้วในการนำโมเดลไปใช้ในทุกพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ สำนักงานปปส. ภาค 3 มาร่วมรับฟังแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้และขยายผลในพื้นที่

สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมสนับสนุนงบประมาณระดับชุมชนในพื้นที่ เช่น การจัดเวรยามกลางคืน จุดตรวจ/จุดสกัด และการฝึกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สิ่งที่สำคัญมากกว่า การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือแนวคิดเชิงป้องกัน: จัดเวทีให้เยาวชนเรียนรู้จากบาดแผลของชุมชน เพื่อลดการเลียนแบบและป้องกันการติดยาเสพติดในรุ่นต่อไป

โดย สำนักงานปปส.ภาค 4 จะจัดประชุมอบรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลกลางเดือนธันวาคม 2569 โดยจะเชิญ 252 สถานี (ผู้กำกับการฯ และรองผู้กำกับสอบสวน) มาร่วมนำเสนอโมเดลต้นแบบเวทีดังกล่าว เชิญอัยการ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอดประสานแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวแสดงความขอบคุณ ชื่นชมและยกย่อง ข้าราชการตำรวจ สภ.ทุ่งฝน ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน ที่ได้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ และกรุณาปรานีต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จนเกิดเป็นความร่วมมืออันเข้มแข็งจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ปกครองในชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนเลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ชื่นชม “ทุ่งฝน โมเดล” ต้นแบบแก้ปัญหาผู้เสพก่อความรุนแรง เตรียมขยายผลทั่วประเทศ   วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และนายพงศ์ศิริ ชื่นบาน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 และนายอดุล ประยูรสิทธิ ที่ปรึกษาสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมการประชุมรับฟังสรุปผลการดำเนินงานตามแนวทาง “ทุ่งฝน โมเดล ” ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี โดยมี พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน สรุปแนวทางการดำเนินงาน “ทุ่งฝน โมเดล” เป็นการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผู้เสพที่ก่อเหตุรุนแรงในครอบครัวและชุมชน ในการให้พนักงานสอบสวนตั้งคดีอาญาเพิ่มเติมจากข้อหาเสพ โดยให้ครอบครัวเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อแก้ไขกรณีผู้เสพที่ก่อความรุนแรง และพันตำรวจโท เนื่องฤทธิ์ ตาตะมิ รอง ผกก.สส. สรุปถึงการดำเนินงานตั้งข้อหา การสอบปากคำผู้เสียหาย การทำบันทึกจับกุม บันทึกแจ้งข้อหา การส่งสำนวนคดีต่ออัยการ สรุปจำนวนคดี 71 คดี ตัดสินแล้ว 58 คดี โดยคดีที่มีการตัดสินโทษถึง 8 ปี
มารดาของผู้ก่อเหตุได้กล่าวถึงความรู้สึกต่อการดำเนินงานของ สภ.ทุ่งฝน ที่ช่วยเหลือจับกุมลูกชายที่ก่อเหตุรุนแรงมานานหลายครั้ง บำบัดรักษามาหลายครั้ง แต่กลับมาเสพยาเสพติดซ้ำตลอด จนครั้งนี้ที่ตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดี ถูกตัดสินโทษ 5 ปี ถือว่าตนเองและลูกปลอดภัยทั้ง 2 ฝ่าย
พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการมาเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานและจะนำโมเดลทุ่งฝนไปใช้ขยายสู่ทุกโรงพักทั่วประเทศ โดย สำนักงาน ป.ป.ส.ได้นำเสนอโมเดลนี้ใน การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจเแห่งชาติ นำไปปรับประยุกต์ใช้กับทุกสถานีตำรวจภูธร โดยมีการหารือกับ ผบ.ตร. เกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวแล้วในการนำโมเดลไปใช้ในทุกพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ สำนักงานปปส. ภาค 3 มาร่วมรับฟังแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้และขยายผลในพื้นที่
สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมสนับสนุนงบประมาณระดับชุมชนในพื้นที่ เช่น การจัดเวรยามกลางคืน จุดตรวจ/จุดสกัด และการฝึกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สิ่งที่สำคัญมากกว่า การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือแนวคิดเชิงป้องกัน: จัดเวทีให้เยาวชนเรียนรู้จากบาดแผลของชุมชน เพื่อลดการเลียนแบบและป้องกันการติดยาเสพติดในรุ่นต่อไป
โดย สำนักงานปปส.ภาค 4 จะจัดประชุมอบรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลกลางเดือนธันวาคม 2569 โดยจะเชิญ 252 สถานี (ผู้กำกับการฯ และรองผู้กำกับสอบสวน) มาร่วมนำเสนอโมเดลต้นแบบเวทีดังกล่าว เชิญอัยการ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอดประสานแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวแสดงความขอบคุณ ชื่นชมและยกย่อง ข้าราชการตำรวจ สภ.ทุ่งฝน ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก อติโรจน์ ทาแจ้ง ผกก.สภ.ทุ่งฝน ที่ได้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ และกรุณาปรานีต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จนเกิดเป็นความร่วมมืออันเข้มแข็งจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ปกครองในชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน