DSI รวบสมาชิกเครือข่าย VIP Group สมาชิกเข้าชม มากกว่า 20,000 คน
DSI รวบสมาชิกเครือข่าย VIP Group สมาชิกเข้าชม มากกว่า 20,000 คน
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569) เวลา 14.30 น. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม
พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวน
คดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าว ขยายผลคดีเครือข่ายเผยแพร่และจำหน่ายสื่อลามกอนาจารผ่านเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน Telegram ซึ่งมีสมาชิกกว่า 20,000 ราย และพบคลิปวิดีโอกว่า 100,000 คลิป หลังสืบสวนพบความเชื่อมโยง
กับคดีพิเศษที่ 37/2567 นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ เพื่อส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและขยายผลถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเร่งดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้เสียหาย
เมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้
ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ มอบหมายให้ นายสุทธิกร สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ 2 พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 65/2568
กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศและเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อจับกุม นายภูวนัต (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 6273/2569 และเข้าตรวจค้นบ้านพักกับร้านค้าที่เกี่ยวข้องตามหมายค้นศาลจังหวัดนางรอง
การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการขยายผลการสืบสวนสอบสวน กรณี การเผยแพร่ภาพถ่ายและวิดีโอ
ในลักษณะลามกอนาจารผ่านเว็บไซต์ www.asianclip.xyz และแอปพลิเคชัน Telegram ชื่อ “Asianclip”
ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคดีพิเศษที่ 37/2567 โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 65/2568 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ก่อนที่ศาลจังหวัดนางรองจะอนุมัติหมายค้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
จากการสืบสวนคดีพิเศษที่ 37/2567 พบว่าเว็บไซต์และกลุ่ม Telegram ดังกล่าวมีการเผยแพร่และจำหน่ายสื่อลามกอนาจาร โดยแบ่งประเภทเนื้อหาและเรียกเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 300 – 1,000 บาท มีสมาชิกกว่า 20,000 ราย และพบคลิปวิดีโอกว่า 100,000 คลิป นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ปรากฏในภาพและคลิปโดยไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับความอับอายและถูกคุกคาม
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวจำนวน 3 ราย ในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนต่ออัยการคดีพิเศษ และผลคำพิพากษาของศาลอาญา ดังนี้ นายธัชพล (สงวนนามสกุล) จับกุมที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์และกลุ่ม Telegram โดยผลคดีอยู่ระหว่างรอคำพิพากษา นายทรงวุฒิ (สงวนนามสกุล) จับกุมที่จังหวัดราชบุรี ในความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้ใช้เพื่อตนเองหรือกิจการที่เกี่ยวข้อง ศาลมีคำพิพากษา
ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และริบของกลางทั้งหมด และนายธนากร (สงวนนามสกุล) จับกุมที่จังหวัดตรัง มีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้แสดงพฤติกรรมลามก ก่อนบันทึกภาพเพื่อนำไปเผยแพร่
หรือจำหน่าย โดยศาลมีคำพิพากษา ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และริบของกลางทั้งหมด
ต่อมาจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องในคดีพิเศษที่ 65/2568 เจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึง
นายภูวนัต (สงวนนามสกุล) กับพฤติการณ์เผยแพร่ภาพและคลิปผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายร้องทุกข์ว่าในวันที่ 30 เมษายน 2565 มีบุคคลใช้บัญชี Instagram ติดต่อให้ถ่ายภาพและคลิปลามกอนาจาร โดยเสนอค่าตอบแทนเบื้องต้น 5,000 บาท หากได้รับเลือกให้ทำงานประจำจะได้ค่าตอบแทน 50,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อและส่งคลิปวิดีโอให้ ก่อนพบว่าบุคคลดังกล่าวได้นำคลิปไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม อีกทั้งมีพฤติการณ์ใช้ถ้อยคำคุกคามทางเพศและข่มขู่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมนายภูวนัต (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหา
ตามหมายจับศาลอาญา พร้อมตรวจค้นร้านรับซ่อมโทรศัพท์มือถือและบ้านพักในพื้นที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ตามหมายค้นของศาลจังหวัดนางรอง ในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูล
คอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ความผิดฐานเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไป หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบภาพที่มีลักษณะลามกอนาจารของเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากภายในคอมพิวเตอร์ รวมถึงโฟลเดอร์ที่จัดแยกตามชื่อผู้เสียหายมากกว่า 10 โฟลเดอร์ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลการส่งต่อ เผยแพร่ และจำหน่ายภาพผ่านกลุ่ม VIP Group ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงในหลายจังหวัด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องไว้เป็นพยานหลักฐาน รวม 15 รายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 10 เครื่อง แท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์ภายนอก จำนวน 1 เครื่อง เมมโมรีการ์ด จำนวน 1 ชิ้น แฟลชไดรฟ์ จำนวน 1 ชิ้น โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการติดต่อสื่อสาร การจัดเก็บและส่งต่อไฟล์ตลอดจน พิจารณาความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือการกระทำความผิดอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือของลูกค้าที่นำมาซ่อม
กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ จะขยายผลเพื่อระบุตัวเด็กและบุคคลที่อาจตกเป็นผู้เสียหาย ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล และสืบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้อง
ทุกระดับตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงสิทธิ ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของเด็ก ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชน ไม่เผยแพร่ ส่งต่อ หรือจัดเก็บภาพและคลิปที่อาจเป็นสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงไม่เปิดเผยชื่อ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือรายละเอียดที่อาจระบุตัวผู้เสียหาย เพื่อป้องกันผลกระทบซ้ำ พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการป้องกันและปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากเด็กผ่านสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

