ในประเทศ

นนทบุรี พระพยอมเตือนสติ สายมู คดีหมอดูซื้อเครื่องรางมนุษย์ ชี้หลงเชื่อไสยศาสตร์มีแต่ จ่ายค่าโง่ แนะยึดหลักปัญญาดีที่สุด

นนทบุรี พระพยอมเตือนสติ สายมู คดีหมอดูซื้อเครื่องรางมนุษย์ ชี้หลงเชื่อไสยศาสตร์มีแต่ จ่ายค่าโง่ แนะยึดหลักปัญญาดีที่สุด

 

จากกรณีหมอดูสาววัย 37 ปี หอบหลักฐานเครื่องรางทำจากชิ้นส่วนมนุษย์เข้าร้องเรียน ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม หลังถูกลอยแพต้องชดใช้เงิน 2,600,000 บาท ล่าสุด “พระพยอม” ออกโรงเตือนสติวงการหมอดูและสายมู ชี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ พร้อมแนะให้กลับมาใช้หลักปัญญาและธรรมะ

 

ความคืบหน้ากรณี น.ส.มิน อายุ 37 ปี อาชีพหมอดูดวง นำหลักฐานเครื่องรางของขลังที่อ้างว่าทำจากชิ้นส่วนมนุษย์ อาทิ จู๋แช่น้ำมัน, จิ๋มสาวทำเป็นรูปเครื่องราง, กำไรข้อมือกะโหลกมนุษย์, ชิ้นส่วนหน้าผากมนุษย์ และน้ำมันพราย เข้าปรึกษานายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิ หลังถูกผู้เสียหายแจ้งความข้อหาฉ้อโกงเพราะเครื่องรางไม่เป็นผล จนต้องยอมจ่ายเงินชดเชย 2,600,000 บาท แต่กลับถูกกลุ่มอาจารย์เกจิและคนกลางลอยแพปล่อยให้ “รับจบ” คนเดียว

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 พระพยอม กัลยาโน เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าขนาดตัวหมอดูเองยังดูดวงและดูแลตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดและความเสียหาย หากยังหลงเชื่อและหลอกตัวเองอยู่ ก็จะต้อง “จ่ายค่าโง่ไปเรื่อยๆ” ไม่ว่าจะเป็นหมอดู หมอเดา หรือหมอผีหลอก ซึ่งถือว่าเสียฟอร์มอย่างที่สุด

พร้อมกันนี้ พระพยอมได้ฝากเตือนสติบรรดาผู้ที่ชื่นชอบความเชื่อหรือ “สายมู” ทั้งหลายว่า การหลงเชื่อเรื่องราวลักษณะนี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่กลับจะนำความทุกข์และภาระมาให้ พร้อมตั้งข้อคิดว่า หากสิ่งของขลัง เวทมนตร์ หรือไสยศาสตร์เหล่านี้มีจริงและได้ผลจริง รัฐบาลคงต้องตั้งสำนักงานนำคนเหล่านี้มาช่วยทำนายทายทักภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม หรือไฟไหม้ เพื่อปกป้องประเทศชาติไปนานแล้ว แต่เมื่อของเหล่านี้ใช้ไม่ได้จริง ประชาชนก็ไม่ควรเสียเวลาไปสนใจ

ในตอนท้าย เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วได้ฝากเชิญชวนให้ประชาชนหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเดินตาม “สายปัญญา” ซึ่งเป็นหนทางที่ปลอดภัยและพึ่งพาได้มากกว่าการไปหลงใหลในทางไสยศาสตร์อย่

างแน่นอน