วันพุธ, กันยายน 16, 2026
Latest:
ในประเทศ

ACSC-CIB สกัดเครือข่าย ลักลอบขนชาวจีน-ไต้หวัน เปิดเส้นทาง กัมพูชา–ไทย–มาเลเซีย พบคนไทยรับจ้างลำเลียง ส่อเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ  

ACSC-CIB สกัดเครือข่าย ลักลอบขนชาวจีน-ไต้หวัน

เปิดเส้นทาง กัมพูชา–ไทย–มาเลเซีย พบคนไทยรับจ้างลำเลียง ส่อเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมกับ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้

การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์, พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล. และ พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง และ พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผกก.2 บก.ทล. ได้มอบหมายให้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. (ชุมพร-ระนอง) นำโดย พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. พร้อมกำลังตำรวจทางหลวง ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. (สุราษฎร์ธานี) นำโดย พ.ต.ท.ปริญญา รักษาแก้ว

สวญ.ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล.,ว่าที่ พ.ต.ท.ตุลา สว่างรัตน์ สว.ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. พร้อมกำลังตำรวจทางหลวง

ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล.

โดยในห้วง เดือน ก.พ.-ก.ย.69 ได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา ทั้งหมด 26 ราย (สัญชาติไทย จำนวน 6 ราย, สัญชาติจีน จำนวน 19 ราย และ ไต้หวัน 1 ราย) พร้อมของกลางเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 6 คัน และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการฉ้อโกงออนไลน์กว่า 150 เครื่อง

โดยกล่าวหา

 

1.ผู้ต้องหาชาวไทย จำนวน 6 ราย ข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้พ้นจากการจับกุม / นำพาหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย”

2. ผู้ต้องหาชาวจีน จำนวน 19 ราย และไต้หวัน จำนวน 1 ราย ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต”

โดยจับกุมได้ บนทางหลวงหมายเลข 4 และ หมายเลข 41 ขาล่องใต้ ในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี

 

โดยเหตุการณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.69 ตำรวจทางหลวงชุมพรตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับติดตามกันบนทางหลวงหมายเลข 41 พื้นที่ อ.เมืองชุมพร พบคนไทย 2 ราย และชาวจีนรวม 8 ราย

 

โดยชาวจีนทั้งหมดไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ จากการสอบสวนพบว่า คนไทยทั้ง 2 รายได้รับการว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน LINE ให้ไปรับชาวจีนจากย่านลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อนำส่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ค่าจ้างคันละ 15,000 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบโทรศัพท์มือถือกว่า 150 เครื่อง อยู่ในความครอบครองของกลุ่มชาวจีน จึงตรวจสอบข้อมูลการติดต่อและขยายผลถึงนายหน้าผู้ว่าจ้าง

 

จนนำไปสู่การจับกุม นายประสพโชคฯ ผู้มีพฤติการณ์เป็นผู้ประสานและว่าจ้างรถรับส่งชาวจีน นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับสถานกงสุลจีน พบชาวจีน 1 ราย มีหมายจับทางการจีนในคดี ฉ้อโกงคอลเซนเตอร์ และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มชายชาวจีน จำนวน 4 ราย ที่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ได้โดยสารรถทัวร์ประจำทางมาจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าลงใต้ จึงวางแผนสกัดตรวจบริเวณหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่าแซะ

อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

 

ผลการตรวจสอบพบชาวจีนทั้ง 4 ราย ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้เข้ามาและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้จากการสอบถามเบื้องต้นให้การรับว่าเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ พร้อมขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำพาและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

 

เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสุราษฎร์ฯ ตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ เมื่อเรียกตรวจสอบ พบชายชาวไต้หวัน 1 ราย นั่งโดยสารอยู่ภายในรถ และไม่มีเอกสารแสดงการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากการสืบสวนพบว่าได้ลักลอบเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ก่อนว่าจ้างรถยนต์ให้ไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

 

เจ้าหน้าที่จึงจับกุมชาวไต้หวัน และผู้ขับขี่สัญชาติไทย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าฉาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน พบว่าชายชาวไต้หวันรายดังกล่าวเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสำนักงานอัยการเขตซินจู๋ ในความผิดฐาน ฉ้อโกง และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ไต้หวันต่อไป

 

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ส.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพรออกตรวจบนทางหลวงหมายเลข 41

ช่วง อ.สวี จ.ชุมพร พบรถยนต์ HYUNDAI H-1 สีน้ำตาล ขับแซงรถเจ้าหน้าที่ทางด้านขวา โดยมีการปิดม่านทึบมิดชิด จึงเรียกตรวจสอบภายในรถพบชายไทย 2 ราย และชาวจีน 5 ราย

 

โดยชาวจีนทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรได้จากการสอบถามผ่านล่าม ชาวจีนทั้ง 5 รายให้การว่าเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ก่อนมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

 

โดยมีคนไทยรับจ้างขับรถลำเลียงตามช่วงเส้นทาง ขณะที่ชายไทยทั้ง 2 รายให้การว่าได้รับการว่าจ้างให้รับชาวจีนจากพื้นที่ภาคกลางลงสู่ภาคใต้ เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา

 

โดยตกลงค่าจ้างรวม 20,000 บาท จากการประสานข้อมูลกับสถานกงสุลจีน พบว่าชาวจีน จำนวน 2 ราย เป็นผู้ต้องหาหมายจับของ มณฑลหูเป่ย์ เมืองอี๋เฉิง ในข้อหา ฉ้อโกงออนไลน์ และหมายจับมณฑลหูเป่ย์ เมืองหนานจาง ข้อหา ฉ้อโกงออนไลน์ และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีนต่อไป

เหตุการณ์ที่ 5 เมื่อวันที่ 15 ก.ย.69 ตำรวจทางหลวงชุมพรสืบสวนพบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายขนคนจีน โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวรับคนจีนจากพื้นที่ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้ จึงสกัดจับรถยนต์คันดังกล่าว พบผู้ขับขี่ชาวไทย 1 ราย คือ นายประสพโชคฯ ซึ่งเคยถูกจับกุมโดย กก.5 บก.ป. เมื่อห้วง ก.พ.69 และอยู่ระหว่างรอลงอาญา พร้อมชาวจีน 2 ราย

 

จากการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานในโทรศัพท์มือถือ พบภาพและคลิปวิดีโอที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงภาพการลงโทษบุคคลคล้ายชาวจีนที่ทำงานผิดพลาดด้วยการใช้ไม้เบสบอลตีและใช้กระบองช็อตไฟฟ้า โดยผู้ต้องหาชาวจีนให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเคยทำงานให้เครือข่ายดังกล่าวในประเทศกัมพูชาและเมียนมา ก่อนลักลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ และมุ่งหน้าลงใต้เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

 

เจ้าหน้าที่ทางหลวงจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับทางการจีน เพื่อขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากการจับกุมทั้ง 5 เหตุการณ์ พบรูปแบบการเดินทางที่มีลักษณะสอดคล้องกัน คือ การลำเลียงบุคคล

ต่างด้าวจากพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนใช้เส้นทางสายหลักลงสู่ภาคใต้และมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย

 

นอกจากนี้ยังพบการแบ่งกลุ่มบุคคลขึ้นรถหลายคัน การว่าจ้างคนไทยขับรถเป็นช่วงๆและการใช้ช่องทางออนไลน์ในการประสานงาน สะท้อนลักษณะการลำเลียงที่มีการจัดเตรียมและแบ่งหน้าที่กัน ข้อมูลจากการสอบสวนและขยายผลอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและ

แก๊งหลอกลวงทางออนไลน์

 

โดยพฤติการณ์ที่พบ อาจสะท้อนการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือพื้นที่ปฏิบัติการของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จากฐานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ปลายทางแห่งใหม่คือประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ประเด็นการย้ายฐานปฏิบัติการและความเชื่อมโยงของเครือข่ายยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล

จากการสอบถามคำให้การเบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวไทย 6 ราย ให้การรับในทางเดียวกันว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถรับบุคคลต่างด้าวจากพื้นที่ภาคกลางลงสู่ภาคใต้ โดยได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกัน ส่วนบุคคลต่างด้าวให้การว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อเ

ดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย