วันอังคาร, กันยายน 15, 2026
Latest:
ข่าวทั่วไปในประเทศ

ดร.ธนกฤต” เร่งทีมงานรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดผู้กำกับละครช่องดังตามขบวนการของกฎหมาย

“ดร.ธนกฤต” เร่งทีมงานรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดผู้กำกับละครช่องดังตามขบวนการของกฎหมาย

 

วันนี้ (14 ก.ย. 2569) เวลา 10.30 น. ที่หมู่บ้านอารียา โมวา แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

 

นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และทีมงานธนกฤตจิตอาสา ได้เดินทางไปยังบ้านพักของคุณลุงวัย อายุ 84 ปี ผู้เสียหายที่ร้องขอความช่วยเหลือ กรณีถูกผู้กำกับละครช่องดังหลอกลวงให้ลงทุนและฉ้อโกงสูญเงินไปกว่าสองล้านบาท พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า คุณลุงอาศัยอยู่กับภรรยาที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตรวจหลักฐานจึงทราบว่าเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อปี 2566 โดยคุณลุงได้ถูกหลอกจากผู้กํากับละครช่องดัง ให้ร่วมลงทุนสร้างละครโทรทัศน์ที่ออกอากาศทางช่องหลากสี โดยร่วมลงทุนเป็นเงินสองล้านบาท ภายหลังไม่ได้รับทั้งเงินต้นและกำไรคืน จึงได้มีการเปลี่ยนจากสัญญาร่วมทุนเป็นสัญญากู้ยืม ทั้งต่อมายังทราบอีกว่าผู้กำกับคนดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้กำกับโทรทัศน์ แต่เป็นผู้กำกับบางตอน บางส่วนของละครเท่านั้น โดยมีการนำเช็คมาเป็นตัวการันตี แต่เช็คเด้งมาตลอด ซึ่งมีการติดตามทวงถามตลอด แต่ไม่ได้เงินคืน คุณลุงจึงต้องคนแบกรับภาระในการที่จะต้องดูแลภรรยาที่ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพบแพทย์เป็นประจําเดือนละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งค่าใช้จา่ยทั้งหมดเป็นเงินที่เก็บสะสมไว้หวังใช้จ่ายในบั้นปลายของชีวิต แต่กลับตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกให้ลงทุน และฉ้อโกง ระยะเวลาผ่านมาหลายปี ไม่ได้เงินคืน อีกทั้งเช็คที่ให้มาก็เด้งทุกใบ ซึ่งทางคุณลุงไม่อยากให้ผู้กํากับรายนี้ไปหลอกลวงใคร ๆ ได้อีก

 

ดร.ธนกฤตฯ เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากคุณลุง จึงเดินทางมาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยเบื้องต้นพบว่ามีเอกสารสัญญา หลักฐานการสนทนา และ เช็คที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเตรียมพาคุณลุงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

 

ดร.ธนกฤตฯ ระบุว่า จากการพูดคุยกับผู้เสียหาย พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีมีการบ่ายเบี่ยงการคืนเงินมาโดยตลอด และ ยังพบประเด็นเกี่ยวกับสัญญาที่ผู้เสียหายต้องการให้ตรวจสอบ โดยเดิมมีลักษณะเป็นสัญญาร่วมลงทุน แต่ภายหลังกลับมีการส่งสัญญาฉบับใหม่ที่ระบุลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมมาให้ โดยผู้เสียหายระบุว่าไม่เคยมีการพูดคุยตกลงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดดังกล่าวกันมาก่อน

 

พร้อมฝากถึงคู่กรณีว่า อยากให้เห็นใจคุณลุง ซึ่งมีอายุถึง 85 ปี และ ยังต้องดูแลภรรยาที่ป่วยติดเตียง หากมีข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยใดควรเข้ามาพูดคุยกันให้ชัดเจน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าจะนำหลักฐานทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบตามขั้นตอน

 

ด้านคุณลุงวัย 85 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากมีบุคคลรายหนึ่งเข้ามาชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยทำให้ตนเองเข้าใจว่าเป็นผู้จัดละครที่มีความเกี่ยวข้องกับช่องโทรทัศน์ชื่อดัง จึงตัดสินใจนำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ไปร่วมลงทุน เนื่องจากส่วนตัวเคยทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์มาก่อน และ อยากมีโอกาสเข้าไปคลุกคลีและสร้างคอนเนคชั่นกับดารา และ คนในวงการละคร

 

โดย คุณลุงวัย 85 ปี ระบุว่า ในช่วงแรกมองว่าบุคคลดังกล่าวมีความสามารถ อีกทั้งเคยเป็นนักแสดงมาก่อน จึงเชื่อมั่น และ ตัดสินใจลงทุน แต่ภายหลังเมื่อเข้าไปสอบถามกับทางช่อง จึงทราบข้อมูลว่า บุคคลดังกล่าวเป็นเพียงผู้รับจ้างกำกับละครบางตอน ไม่ได้เป็นผู้จัดละครตามที่ตนเองเข้าใจ

 

เมื่อทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเกิดความสงสัยว่าเงินที่นำไปลงทุนจำนวน 2 ล้านบาทนั้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่ตนเองเข้าใจไว้แต่แรกหรือไม่ จึงตัดสินใจขอเงินคืน แต่กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่านำเงินไปใช้ในส่วนอื่นแล้ว และ ยังไม่สามารถคืนเงินให้ได้

 

คุณลุงเล่าต่อว่า หลังจากโอนเงินไปแล้ว คู่กรณียังเคยมาที่บ้านเพื่อพูดคุย และชี้แจงเหตุผลต่างๆ ทำให้ตนเองยังคงรอ และ เชื่อว่าจะได้รับเงินคืน แต่เวลาผ่านไปหลายปี กลับยังไม่ได้รับเงินคืนตามที่ตกลงกัน จนกระทั่งต้องออกมาขอความช่วยเหลือในครั้งนี้

 

คุณลุงยืนยันว่า เงิน 2 ล้านบาทดังกล่าว เป็นเงินที่เก็บสะสมมาจากการทำงาน และ ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ภรรยาป่วยติดเตียง และ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาและดูแลจำนวนมาก

 

“เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเพียงผู้รับจ้าง ไม่ได้เป็นผู้จัดตามที่เราเข้าใจ เงิน 2 ล้านบาทที่โอนไป เราก็คิดว่าเขาต้องนำมาคืนเรา เพราะไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก”

ทั้งนี้ ดร.ธนกฤตฯ ได้เร่งทีมงานรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมพาผู้เสียหายให้นำเอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งสัญญา หลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา และเช็คที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป