วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2026
Latest:
ในประเทศ

นนทบุรี รองนายก ทรงศักดิ์ ทองศรี ประชุมด่วนกรณีอุทกภัยในสถานการณ์ลุ่มน้ำน่าน

นนทบุรี รองนายก ทรงศักดิ์ ทองศรี ประชุมด่วนกรณีอุทกภัยในสถานการณ์ลุ่มน้ำน่าน เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ 20 สิงหาคม 69 ที่ ห้องประชุมน้ำวัง ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ถนนติวานนท์ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำน่าน โดยมี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน , ปภ.จังหวัด, อธิบดีกรมทางหลวง, รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำหรับวาระการประชุมในครั้งนี้ ได้แก่ การรับฟังรายงานสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และการคาดการณ์ รายงานน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม และสถานการณ์น้ำที่ได้รับผลกระทบ การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ แนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แนวทางการชี้แจงและประชาสัมพันธ์ ต่อมาเวลา 11.40 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม รองนายกทรงศักดิ์ ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชวนว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากน้ำป่าไหลหลาก จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงาน เร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำที่กำลังไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะอำเภอเวียงสา พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการเยียวยาเบื้องต้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รายงานว่า มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 40,000 ครัวเรือน ขณะนี้สามารถจ่ายไฟคืนได้แล้วกว่า 30,000 ครัวเรือน และจะเร่งดำเนินการส่วนที่เหลืออีกประมาณ 7,000 ครัวเรือนให้แล้วเสร็จภายในวันพรุ่งนี้นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้รับมอบหมายให้สำรวจเส้นทางที่เสียหาย พร้อมถอดบทเรียนกรณีถนนหรือสะพานกีดขวางทางน้ำ ซึ่งอาจต้องปรับปรุงเพิ่มช่องระบายน้ำในอนาคต ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำให้กรมประชาสัมพันธ์สกัดกั้นข่าวปลอม และเร่งประสานท้องถิ่นเพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงเป็นลำดับแรก นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีพยากรณ์ สิ่งที่จะเกิดล่วงหน้าทำให้มีระยะเวลาเพียงพอในการเตือนหรือมีมาตรการแก้ไขปัญหาที่มันเกิด โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีมี เอไอพยากรณ์มากมาย ดังนั้นต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพราะมีหน่วยงานหลักเพื่อดำเนินการและบูรณาการเพื่อนำผลมาประมวลได้อย่างถูกต้อง โดยมีการ พยากรณ์กันไว้ว่าฝนจะตกหนักอีกช่วงในวันที่ 27 – 30 ส.ค. และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรายงานว่าปริมาณน้ำในอำเภอเมืองเริ่มทรงตัว และลดลง แต่ก็ต้องมีการระมัดระวัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลและป้องกันอย่างใกล้ชิด ส่วนการแจ้งเตือน Cell Broadcast เป็นแค่ช่องทางการแจ้งเตือนเท่านั้น ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลที่เรามีสามารถแจ้งเตือนในระยะเวลาที่เหมาะสมพอสมควรหรือไม่ ต้องทำให้แจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วว่าให้ประชาชนได้มีเวลาเตรียมตัว อาจจะคาดการณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า 5 วัน หรือ 10 วัน หรืออย่างน้อยก็ 1 วัน เพื่อให้สามารถระดมหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยป้องกันได้อย่างตรงจุด สำหรับกรณีที่ประชาชนในอำเภอปัวสะท้อนว่าไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้านั้น รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ระยะเวลาในการแจ้งเตือนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสถานการณ์จริงมีปริมาณฝนสูงถึง 388 มิลลิเมตร ขณะที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้เพียง 80 มิลลิเมตร รัฐบาลจึงต้องเร่งจัดหาเครื่องมือตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนเตรียมอพยพได้ทันท่วงที เมื่อถามถึงพื้นที่เสี่ยงในช่วง 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า รองนายกทรงศักดิ์ ระบุว่า แม้แนวโน้มปริมาณฝนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนยังไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง อีกทั้งพื้นดินและแหล่งน้ำมีปริมาณน้ำสะสมอยู่ในระดับสูงแล้ว แม้มีฝนตกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดน้ำล้นได้ จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างบริเวณอำเภอเวียงสา ซึ่งรับมวลน้ำจากตอนบน ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และกรมชลประทาน ได้ระดมเครื่องมือและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดเสี่ยงแล้ว ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำยม แม้จะมีฝนตกกว่า 300 มิลลิเมตร แต่ระดับน้ำเริ่มลดลง และเขื่อนยังรองรับน้ำได้อีกกว่าร้อยละ 40 จึงยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำล้นเขื่อน ตนได้มอบนโยบายให้ สทนช. สำรวจพื้นที่ใน 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ จัดทำผังน้ำ และพัฒนาพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติมในรูปแบบ ‘แก้มลิง’ เพื่อตัดทอนมวลน้ำตั้งแต่พื้นที่ตอนบน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้พร้อมกัน โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาปัจจุบันที่หลายท้องถิ่นมีงบประมาณจำกัด และติดข้อกฎหมายเรื่องการจัดการดินขุดลอก ทำให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง ขณะที่ ชยันต์ เมืองสง เลขา สนทช. ระบุว่า เบื้องต้นทาง สนทช. มีโครงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดน่านกว่า 700 โครงการ ทั้งการขุดลอกลำน้ำน่าน 18 จุด สร้างอ่างเก็บน้ำ และแก้มลิง โดย สนทช. จะเร่งรวบรวมข้อมูลเสนอต่อนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดขึ้นจริงต่อไปในอนาคต