ตม.เชียงแสนรับ 7 คนไทยกลับจาก สปป.ลาว คัดกรองตามกลไก NRM พบ 3 รายมีหมายจับ เร่งส่งดำเนินคดี
ตม.เชียงแสนรับ 7 คนไทยกลับจาก สปป.ลาว คัดกรองตามกลไก NRM พบ 3 รายมีหมายจับ เร่งส่งดำเนินคดี
ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสนรับตัวคนไทย 7 ราย เดินทางกลับจาก สปป.ลาว หลังถูกทางการลาวจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ก่อนส่งกลับประเทศไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานมิตรภาพไทย–ลาว 4 เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ หรือ National Referral Mechanism (NRM) พร้อมตรวจสอบประวัติพบ 3 รายมีหมายจับรวม 4 หมายจับ เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสนได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า เจ้าหน้าที่กองบัญชาการป้องกันความสงบ แขวงบ่อแก้ว จะส่งตัวบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 7 คน ประกอบด้วยชาย 3 คน และหญิง 4 คน ซึ่งถูกจับกุมและดำเนินคดีใน สปป.ลาว ในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง และดำเนินคดีเสร็จสิ้นแล้ว กลับประเทศไทยผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานมิตรภาพไทย–ลาว 4 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ด่าน ตม.เชียงแสน, พ.ต.ท.หญิง กัญญวรัตน์ จุลศาสตร์ รอง ผกก.ด่าน ตม.เชียงแสน และ พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.เชียงแสน พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจในสังกัดด่าน ตม.เชียงแสน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับตัวและดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักระเบียบและกฎหมาย
จากการคัดกรองเบื้องต้นพบว่า คนไทยทั้ง 7 ราย มีโทรศัพท์มือถือรวม 8 เครื่อง โดยทั้งหมดถูกทางการ สปป.ลาว จับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ก่อนถูกควบคุมตัวระยะหนึ่งและผลักดันกลับประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ระบุว่า จากการคัดกรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่าทั้ง 7 รายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าเดินทางไป สปป.ลาว เพื่อหางานทำ หลังหลงเชื่อประกาศรับสมัครงานผ่านกลุ่มหางานในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีการโฆษณาว่ามีงานหลายตำแหน่ง ค่าตอบแทนสูง พร้อมที่พักและอาหารฟรี จึงตัดสินใจเดินทางไป โดยหวังว่าจะมีงานและสวัสดิการที่ดี แต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติบุคคลทั้ง 7 ราย เจ้าหน้าที่พบว่า มีผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย เป็นบุคคลตามหมายจับรวม 4 หมายจับ ได้แก่
นายพอเจตน์ จันทร์ประเสริฐ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 488/2564 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ในข้อหากระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอาวุธปืน
นายกวินท์ จันทนาวิวัฒน์ อายุ 30 ปี เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ 423/2568 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ในข้อหากระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ส่วน น.ส.รุจิรดา ธนะศรีรางกูร อายุ 44 ปี พบเป็นบุคคลตามหมายจับ 2 หมาย ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 751/2567 ลงวันที่ 19 กันยายน 2567 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใด และหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ จ 573/2568 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ในคดีเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเองหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง และสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

ภายหลังตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 3 ราย ก่อนนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน ด่าน ตม.เชียงแสน ย้ำว่า ที่ผ่านมามีมาตรการคัดกรองบุคคลที่เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะสัมภาษณ์ ซักถามข้อมูล และแจ้งเตือนถึงภัยและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ
ทั้งนี้ แม้จะมีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบผู้เดินทางบางรายหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าเป็นงานสบาย รายได้สูง มีที่พัก อาหาร และสวัสดิการพร้อม โดยข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง และผู้ที่หลงเชื่ออาจต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดี ถูกกักขัง ถูกทำร้ายร่างกาย หรือไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงไว้
ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสนจึงฝากเตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานให้รอบคอบก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะการรับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เสนอค่าตอบแทนสูงผิดปกติ พร้อมสวัสดิการจำนวนมาก เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพหรือขบวนการหลอกลวงใช้ในการชักชวนเหยื่อให้เดินทางออกนอกประเทศ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ได้
