วันพุธ, สิงหาคม 19, 2026
Latest:
ในประเทศ

กองปราบรวบยกแก๊งสแกม 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิตสูญ 12 ล้านบาท

กองปราบรวบยกแก๊งสแกม 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิตสูญ 12 ล้านบาท

 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้

การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก, พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ต.พงษ์พิทักษ์

เหล็กชูชาติ รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.รัฐมนตรี พันชูกลาง รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ณัฐดนัย ลีแข่ไตร

รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ศิษฏ์ พูลวงศ์ รอง ผกก.3 บก.ป และพ.ต.ท.พัฒษพงศ์ เสณีแสนเสนา รอง ผกก.3 บก.ป.

 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.อัครวุฒิ จันทร์เจริญ

สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ต.ธีรศักดิ์ นามเขต สว.กก.3 บก.ป.,

พ.ต.ต.เอกสิทธิ์ อินทร์โท่โล่ สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ต.เลอสันต์ พรมชื่น สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ต.วัตรสัณห์

เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. และข้าราชการตำรวจ กก.1-6 บก.ป.

 

ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 30 ราย ผู้จดทะเบียนใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกการใช้งานกับแอปพลิเคชันไลน์ และใช้โทรติดต่อหลอกลวง

1. นางสาวอนิศราฯ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4503/2569 ลง 11 ส.ค.69

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม

โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม

ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

 

ผู้ต้องหาที่ 2 – 30 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”

กลุ่มบัญชีเงินฝากที่ใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง

2. นายสัทธาฯ อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4504/2569 ลง 11 ส.ค.69

3. นายฤทธิพรฯ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4505/2569 ลง 11 ส.ค.69

4. นายพงศกรฯ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4506/2569 ลง 11 ส.ค.69

5. นายสุมิตรฯ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4507/2569 ลง 11 ส.ค.69

6. นายนพรัตน์ฯ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4508/2569 ลง 11 ส.ค.69

7. นางสาวประภาศรีฯ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4509/2569 ลง 11 ส.ค.69

(อยู่เรือนจำ ถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่น)

8. นายการัณยภาสฯ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4510/2569 ลง 11 ส.ค.69

9. นายฤทธิวัตร์ฯ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4511/2569 ลง 11 ส.ค.69

10. นายวันโชคฯ อายุ 58 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4512/2569 ลง 11 ส.ค.69

11. นางสมพรฯ อายุ 58 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4513/2569 ลง 11 ส.ค.69

12. นายพิษณุฯ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4514/2569 ลง 11 ส.ค.69

13. นางขวัญฤทัยฯ อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4515/2569 ลง 11 ส.ค.69

14. นายสุรเชษฐ์ฯ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4516/2569 ลง 11 ส.ค.69

15. นางสาวณัฐริกาฯ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4517/2569 ลง 11 ส.ค.69

 

กลุ่มจัดหาบัญชีเงินฝาก และควบคุมการทำธุรกรรม

16. นายสมคิดฯ อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4519/2569 ลง 11 ส.ค.69

17. นายทศพลฯ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4520/2569 ลง 11 ส.ค.69

18. นายปฏิรบฯ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4521/2569 ลง 11 ส.ค.69

19. นางสาวนาตาชาฯ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4522/2569 ลง 11 ส.ค.69

20. นางสุภัคพิชญาฯ อายุ 67 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4523/2569 ลง 11 ส.ค.69

21. นางธมณพัณณ์ฯ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4524/2569 ลง 11 ส.ค.69

22. นายสุริยาฯ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4526/2569 ลง 11 ส.ค.69

23. นางจิราพรฯ อายุ 48 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4527/2569 ลง 11 ส.ค.69

กลุ่มจัดการแปลงเงินบาท เป็นสกุลเงินดิจิทัล

24.นางสาวลัดดาวัลย์ฯ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4528/2569 ลง 11 ส.ค.69

25. นายรชตฯ อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4529/2569 ลง 11 ส.ค.69

26. นายวรชัยฯ หรือวรชัยย์ฯ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4530/2569 ลง 11 ส.ค.69

27. นายวิโรจน์ฯ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4531/2569 ลง 11 ส.ค.69

กลุ่มผู้บริหารสั่งการ และประสานงานหลัก

28. นายอนณพัฒน์ฯ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4533/2569 ลง 11 ส.ค.69

29. นางสาวกาญจน์สิตาฯ อายุ 58 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4534/2569 ลง 11 ส.ค.69

30. นางสุนทรีฯ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4535/2569 ลง 11 ส.ค.69

 

ด้วยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง เดิมคนร้ายมักใช้วิธีว่าจ้างบุคคลเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชีม้า และโอนเงินต่อกันหลายทอดเพื่อยากแก่การติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยหลังจากที่ศูนย์ฯ ร่วมมือกับทางสถาบันการเงิน ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีม้าในการคิดป้องกันทำลายล้างกลุ่มบัญชีม้าเหล่านี้ ทั้งการอายัดบัญชี

การจำแนกบัญชีม้าดำ–ม้าเทา ทำให้วิธีการหาบัญชีม้าหลายๆ บัญชี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการ ยืมใช้บัญชีเพียงครั้งเดียว แล้วควบคุมให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ถอนเงินสดออกมาด้วยตนเอง พบแนวโน้มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเมื่อเงินถูกถอนออกมาแล้ว จะมีบุคคลในขบวนการเข้ารับเงินสด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการติดตาม

 

ทางศูนย์ฯ จึงนำข้อมูลธุรกรรมมาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีการรวบรวมบัญชีและถอนเงินจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในปริมาณสูงผิดปกติ กระทั่งพบความเคลื่อนไหวสำคัญใน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการถอนเงินสดในปริมาณสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อวัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบ ก่อนพบกลุ่มบุคคล

 

ที่มีหน้าที่ จัดหาบัญชีและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงิน และขยายผลจนสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการ นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีในพื้นที่ สภ.เมืองระยอง

นอกจากผู้เสียหายที่จังหวัดระยองแล้ว ยังพบผู้เสียหายในจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินสูงถึง 12 ล้านบาท

 

เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินกลับพบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกถอนออกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเช่นเดียวกัน น่าเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการเดียวกัน จึงมอบหมายให้ กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินการสืบสวนขยายผล

จากการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ขบวนการดังกล่าว มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กัน

อย่างเป็นขั้นตอน

 

โดยมีผู้สั่งการชาวจีนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง จัดหาหมายเลขโทรศัพท์ บัญชีม้า และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนใช้วิธีโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์หลอกผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สร้างความหวาดกลัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและ

การฟอกเงิน ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 12.2 ล้านบาท

 

โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนสั่งการให้เจ้าของบัญชีถอนเงินสดออกมา แล้วนำเงินกลับเข้าสู่ระบบผ่านบุคคลในเครือข่าย จากนั้นรวบรวมส่งต่อให้กลุ่มผู้รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อ USDT และโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลตามคำสั่งของผู้สั่งการ

เพื่อปกปิดและอำพรางแหล่งที่มาของเงิน

ชุดสืบสวนได้ทำการขยายผลในทุกมิติทั้งจากเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร การซักถามปากคำ จนสามารถรู้แผนประทุษกรรมของทั้งขบวนการแสกมเมอร์ สามารถระบุหน้าที่ขององค์กรอาชญากรรมได้ ประกอบไปด้วย

1. คนจีน (บอส)

2. คนโทรหลอก

3. ล่าม

4. คนจัดหาบัญชี

5. นายหน้าจัดหาบัญชี

6. บัญชีม้า

7. คนจัดหาคนแลกคริปโต

8. คนรับแลกคริปโต

 

ซึ่งทุกคนในองค์กรต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็น ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สุดท้ายเงินของผู้เสียหายก็ถูกแปลงเป็นคริปโตไปยังกระเป๋าที่บอสคนจีนจัดหาให้ และชุดสืบสวนได้ทำการออกหมายจับทุกคนในองค์กร

ทำการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีการแจ้งความในระบบ TPO ถึง 20 เคส มีมูลค่า

ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท

 

เมื่อตรวจสอบเงินในบัญชีของกลุ่มพวกนี้พบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า

200 ล้านบาท น่าเชื่อว่ามีผู้เสียหายอื่น ๆ ที่ถูกหลอกอีก

 

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1-6 บก.ป. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต, นนทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา และกรุงเทพ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชี จำนวน 15 บัญชี และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท

 

โดยพบว่าเส้นทางการเงินส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลปลายทางที่เปิดในประเทศกัมพูชา

จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพว่า ได้รับเงินเข้าบัญชีจริง และได้ส่วนแบ่งตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงสแกมเมอร์ จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เตือนภัย ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยประชาชน ปัจจุบันมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้า จากเดิมที่เน้นการว่าจ้างเปิดหรือซื้อขายบัญชี มาเป็นการนำบัญชีของบุคคลทั่วไปที่ยังใช้งานตามปกติมาใช้รับและถอนเงินแทน ดังนั้น หากมีเงินจำนวนมากหรือเงินที่ไม่ทราบที่มาโอนเข้าบัญชี แม้เจ้าของบัญชี

จะไม่ได้ตั้งใจเกี่ยวข้องกับขบวนการ ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ควรถอน โอนต่อ หรือส่งคืนให้บุคคลอื่นด้วยตนเอง เพราะเงินดังกล่าวอาจเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงและอยู่ในเส้นทางการฟอกเงิน หากพบธุรกรรมผิดปกติ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบและเก็บหลักฐานไว้ อย่ารับจ้างถอนเงินหรือให้ผู้อื่นยืมบัญชี เพราะเพียง “รับเงินแทน” อาจทำให้ตกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมิจฉาชีพและต้องรับผิดตามกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

 

 

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”