ปราจีนบุรี ส่องวิกฤต “ปราจีนบุรี” เมืองหลังบ้าน EEC | แรงกดดันขยะอุตสาหกรรมทะลัก กับการสู้ศึกสันติของภาคประชาชน
ปราจีนบุรี ส่องวิกฤต “ปราจีนบุรี” เมืองหลังบ้าน EEC | แรงกดดันขยะอุตสาหกรรมทะลัก กับการสู้ศึกสันติของภาคประชาชน
ปราจีนบุรี – สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกกำลังก้าวสู่จุดตึงเครียดครั้งใหม่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างการขยายตัวของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมรีไซเคิลกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตชุมชนเริ่มประทุเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่รองรับผลกระทบทางอ้อม (Spillover Effect) จากนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี กรณีเหตุการณ์ประเด็นร้อนเกิดขึ้น ณ วัดอุดมสันติ ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีส่วนได้เสีย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กรณีบริษัท ซันยอย อินดัสเตรียล จำกัด ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (คัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว/ของเสียไม่เป็นอันตราย บดย่อยสายไฟ และทำเม็ดพลาสติก) บนพื้นที่สีชมพู หมู่ที่ 5
แม้ผลการลงมติในที่ประชุมจะมีชาวบ้านยกมือเห็นชอบถึง 250 เสียง และไม่เห็นชอบเพียง 9 เสียง แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวยังคงเต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องมลพิษสะสม โดย นายดิษยา จุ้ยสวัสดิ์ กำนันตำบลหนองกี่ ได้ตั้งคำถามสำคัญกลางที่ประชุมถึงปัญหาน้ำเสียและคราบน้ำมันปริมาณมากที่ไหลลงลำคลองสาธารณะจนทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่สามารถหาสาเหตุหรือผู้รับผิดชอบได้ แม้ทางตัวแทนโรงงานจะยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเท่านั้นก็ตาม
ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการและนักวิจัยชุมชนจาก EEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความหนาแน่นของโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งมีใบอนุญาตโรงงานรวมสูงถึง 357 ใบอนุญาต กระจายตัวใน 14 ตำบล โดยมีพื้นที่กระจุกตัวสูงสุด ได้แก่
1. ตำบลหนองกี่: 119 ใบอนุญาต (ครองแชมป์สูงสุด)
2. ตำบลลาดตะเคียน: 48 ใบอนุญาต
3. ตำบลนนทรี: 44 ใบอนุญาต
4. ตำบลเมืองเก่า: 41 ใบอนุญาต
เมื่อเจาะลึกกลุ่มโรงงานรีไซเคิลและการจัดการของเสียอันตราย (โรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106) พบว่า ตำบลลาดตะเคียน มีจำนวนสูงที่สุดถึง 17 ใบอนุญาต ตามมาด้วย ตำบลหนองกี่ 12 ใบอนุญาต ส่วนตำบลหาดนางแก้วและตำบลกบินทร์บุรีมีแห่งละ 6 ใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นตัวเลขสะสมที่สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำธรรมชาติ
จากการสัมภาษณ์พิเศษโดยผู้สื่อข่าว ดร.สมนึก เปิดเผยว่า งานวิจัยเชิงลึกเรื่อง “ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC” ได้เก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี (พฤษภาคม 2567 – พฤษภาคม 2569) ร่วมกับภาควิชาการและเครือข่ายสิ่งแวดล้อม “จากการศึกษาสภาพปัญหาในเบื้องต้น เราพบการกระจายตัวของโรงงานประเภท 101 (ปรับคุณภาพของเสียรวม), 105 (คัดแยก/ฝังกลบสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว) และ 106 (นำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่) รวมถึงโรงงานหลอมโลหะต่างๆ เข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมและผังเมืองสีชมพูเป็นจำนวนมาก”
ดร.สมนึก ระบุอีกว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากข้อสั่งการตามคำสั่ง คสช. ในอดีต (ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน) และการกำหนดผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริง (อีก 1 ใน 3 ส่วน) ที่สำคัญ งานวิจัยชี้ชัดว่าพื้นที่ 3 จังหวัดหลักของ EEC (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) ไม่สามารถจัดการกากอุตสาหกรรมตนเองได้ โดยมีปริมาณกากล้นเกินระบบสูงถึง 11.4 เท่า ส่งผลให้ขยะพิษถูกส่งมาเสนอแปรรูปและกำจัดในจังหวัดปราจีนบุรีแทน
ข้อเสนอทางนโยบายของ ดร.สมนึกระบุว่า
• หยุดการขยายตัว: สั่งชะลอและหยุดการอนุญาตโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 ในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ์
• เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง: เข้มงวดการตรวจสอบโรงงานที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งพิเศษนอกผังเมืองเป็นกรณี
• แก้ปัญหาต้นทาง: หน่วยงาน EEC ต้องกลับไปจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างใน 3 จังหวัดเดิมให้เรียบร้อย โดยไม่ใช้วิธีผลักภาระออกนอกพื้นที่
ด้านนายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี ได้แสดงความกังวลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ถึงแรงกดดันจากกลุ่มทุนข้ามชาติและอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง พร้อมประกาศจัดเวทีเสวนาภาคประชาชนขึ้นเย็นวันนี้ ( 2 ส.ค.) ณ วัดศรีนาลัย (ชุมชนโคกสั้น อ.กบินทร์ บุรี ) ภายใต้แนวคิด “รวมพลังชุมชน ปกป้องบ้านเกิด หยุดทำลายวันนี้ ก่อนเสียอนาคตตลอดไป”
นายสุนทร เผยว่า ที่ผ่านมากลุ่มอาสาสมัครฯ ร่วมกับ “กลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง” ได้จัดเวทีสัญจรเคลื่อนไหวในจังหวัดมาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง รวมถึงเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงาน EEC และทำเนียบรัฐบาลมาโดยตลอด
“เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องการข่มขู่คุกคาม นายสุนทรยอมรับว่าเริ่มมีสัญญาณเตือนเรื่อง ‘การลงขัน’ เข้ามาบ้าง แต่ยืนยันว่าภาคประชาชนจะยังคงเดินหน้าตามแนวทางสันติวิธี โดยมีจุดยืนเดียวที่ชัดเจนคือ ขอให้ยกเลิกการขยายเขต EEC ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี”
สำหรับก้าวต่อไป กลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็งเตรียมนำข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่ เดินทางไปผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้และทั่วประเทศ ณ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือทวงถามข้อเรียกร้องและคัดค้านนโยบายการผนวกปราจีนบุรีเข้าเป็นจังหวัด EEC เฟสใหม่โดยสมบูรณ์
• งานวิจัยอ้างอิง:
สมนึก จงมีวศิน, พรพนา ก๊วยเจริญ, เฉลิมชัย วัดจัง, ธันยาภัทร์ ดอกผล, และ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม (2569). ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC “การบริหารจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกากอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่านกระบวนการศึกษาลักษณะพื้นที่ ประเภทที่ดิน และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในการกองเก็บ แปรรูป และทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่มาจากโรงงานผู้ก่อกำเนิดและผู้กำจัดกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี”. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (พฤษภาคม 2569).
• บทเรียนนโยบาย: สมนึก จงมีวศิน (29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569), ถอดบทเรียนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2569 [cite: 02082569-
#มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี#

