วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 23, 2026
Latest:
ในประเทศ

สำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการทุกมิติประสานความร่วมมือรอบด้าน รับตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ คดียาเสพติดจากกรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว 

สำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการทุกมิติประสานความร่วมมือรอบด้าน รับตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ

คดียาเสพติดจากกรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว

 

 

ตามที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้กำหนดเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ภายใต้แผนปฏิบัติการ “Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

ทั้งในประเทศและระดับสากล ได้มุ่งเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีต่างชาติอย่างต่อเนื่องนับแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการยกระดับสายด่วน 1386 ที่พึ่งทุกปัญหา

ยาเสพติด ให้เป็นช่องทางหลักในการรับข้อร้องเรียนและเบาะแสจากประชาชนอย่างทั่วถึงและปลอดภัย

เพื่อขานรับนโยบายพิฆาตยาเสพติดของรัฐบาลให้เกิดผล

 

โดยเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ ได้ประชุมหารือร่วมกับฝ่าย สปป.ลาว

นำโดย พลจัตวา จันพอนเพ็ด คำสี หัวหน้ากองบัญชาการป้องกันความสงบ แขวงบ่อแก้ว และ พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ หัวหน้าสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด โดยร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์

ยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน แนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติด มาตรการบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดน และแนวทางการยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมทั้งศึกษาสภาพพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการสกัดกั้นและการปฏิบัติการร่วมระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากมิติด้านการสกัดกั้นยาเสพติด พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการสืบสวนขยายผล รวมทั้งติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการไทย

ที่เข้ามาหลบหนีมาอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว ซึ่งบุคคลเหล่านี้ยังคงมีพฤติการณ์เคลื่อนไหวในการค้ายาเสพติดร่วมกับเครือข่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง ยกระดับเป็นอาชญากรข้ามชาติ สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งสองประเทศ

และได้มอบหมายให้ สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ หน่วยงานด้านยาเสพติดส่วนกลางของ สปป.ลาว ส่งตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับรายสำคัญ จำนวน 2 ราย ที่ นครหลวงเวียงจันทน์

และในวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569) นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปราม

ยาเสพติด นายพงศศิริ ชื่นบาน ผู้อำนวยการ ป.ป.ส.ภ.4 นายฤทธิ์ศรี โชติกเสถียร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 4 นางสาวนุชนีย์ จันทนุช ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย นางปุลพร พานิชการ อทป.เวียงจันทน์ สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายสุชาติ ทอนมณี

ปลัดจังหวัดหนองคาย นายเดชมนตรี ผิวเหลือง ป้องกันจังหวัดหนองคาย นายชัยสิทธิ์ คำภาจันทร์ หัวหน้าศูนย์อำนวยการปราบปรามยาเสพติดจังหวัดหนองคาย นางสาวชญาณิศฐ์ ภูหัตถการ ผอ.ส่วนบริการศุลกากร 1 นางสาววริษฐา ศรีคะ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปรามทางศุลกากร นางสาวพรรณิศา ศรีหิรัญ รษก.ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมทางศุลกากรพื้นที่ภาคที่ 2 นายกิตติพศ สุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวางแผน

ส่วนควบคุมทางศุลกากรพื้นที่ภาคที่ 2 สำนักงานศุลกากรหนองคาย พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล

รอง ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย พ.อ.บริสุทธิ์ สุจิพรหม

รอง ผบ.บก.ควบคุมที่ 2 นบ.ยส.24 และ พ.ต.อ.ประภาพ ธิติศักดิ์ รอง ผบก. ภ.จว.หนองคาย

พ.ต.อ.ยุทธวัฒน์ โชคชัย รอง ผบก. ภ.จว.เลย พ.ต.ท.โชติธนินท์ โชติสุรีย์ชัย รอง ผกก.สภ.สอบสวน ปส.2 บช.ปส. พ.ต.วิทยา สิงห์อร ผบ.ร้อย.ทพ.2104 น.ว.ท.อริยะ ทองมั่น หัวหน้าสถานีเรือหนองคาย พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย บุญภิโย รอง ผกก.กก.ตชด.24 ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับ สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับสัญชาติไทย จากทางการ สปป.ลาว

สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามข้อมูลข่าวสารยาเสพติดผ่านสายด่วน 1386 โดยบูรณาการความร่วมมืออันดีจากหน่วยงานระหว่างประเทศ

กรมสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมยาเสพติดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย (NCID) และประสานข้อมูลกับกรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว จึงนำมาซึ่งการจับกุมและส่งมอบตัวผู้ต้องหา จำนวน 2 คน ณ สำนักงานศุลกากรหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย

ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด จำนวน 2 คน รายละเอียดดังนี้

1. นายกิตติพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 137/2567 ลงวันที่ 4 เมษายน 2567 ข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเดี่ยวกับยาเสพติดฯ, ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (คีตามีน) ฯ และเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญตามโครงการประกาศ

สืบจับของสำนักงาน ป.ป.ส. ประจำปี 2569 ซึ่งนายกิตติพงษ์ฯ มีบทบาทเป็นผู้ขับขี่รถสำรวจเส้นทางการขนลำเลียงยาบ้า 10 ล้านเม็ด คีตามีน 60 กิโลกรัม จากพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เข้ามากระจายต่อในพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

จากการตรวจสอบผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีหมายจับออกไปยังต่างประเทศ สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จึงประสานทางการมาเลเซียและทางการ สปป.ลาว ทำการตรวจสอบและเฝ้าระวัง ต่อมาเจ้าหน้าที่พบข้อมูลการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยัง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว จึงได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน โดยมีสำนักปราบปรามยาเสพติดเป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือทั้ง 3 ประเทศ จนกระทั่ง กรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต

2. นายชัยนาวิน (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ชาว จ.เลย เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเลย

ที่ จ.225/2567 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเดี่ยวกับยาเสพติดฯ, จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยนายชัยนาวินฯ มีบทบาท เป็นผู้สั่งการเครือข่ายยาเสพติดแนวชายแดนไทย – สปป.ลาว ในการลำเลียงยาบ้าและไอซ์เข้าสู่ประเทศไทย ที่นครหลวงเวียงจันทน์เตรียมนำเข้าสู่ประเทศไทย และคดี

การจับกุมไอซ์ 888 กก. คีตามีน 190 กก. พร้อมหนังเสือโคร่ง 1 ผืน ที่ อ.เมือง จ.หนองคาย เมื่อปี 2568

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวขอบคุณทางการ สปป.ลาว ทางการมาเลเซีย และหน่วยงานภาคีที่ให้

ความร่วมมือในการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดโดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดที่หลบหนีหมายจับไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเครือข่ายยาเสพติดที่มีลักษณะอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัย

ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารส่งผลให้เกิดปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างเต็มที่ โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดที่ สายด่วน 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด