วันจันทร์, กรกฎาคม 13, 2026
Latest:
ในประเทศ

นนทบุรี คืบหน้า เปิดใจนายพลคนดังแกะพระสมเด็จเนื้อทองคำจากกรอบให้ร้านหลอมทองพิสูจน์ ยันไม่เคยพูดว่าเป็นสมเด็จวัดระฆังแต่เป็นสมเด็จเนื้อทองคำ ปลุกเสกโดยสมเด็จโต

นนทบุรี คืบหน้า เปิดใจนายพลคนดังแกะพระสมเด็จเนื้อทองคำจากกรอบให้ร้านหลอมทองพิสูจน์ ยันไม่เคยพูดว่าเป็นสมเด็จวัดระฆังแต่เป็นสมเด็จเนื้อทองคำ ปลุกเสกโดยสมเด็จโต

 

จากรณีอดีตนายพลตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี หลังเกษียณอายุราชการตำรวจมานานหลายปี ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่าจะนำพระสมเด็จเนื้อทองคำแท้ ซึ่งเป็นพระที่เป็นมรดกตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และมีประวัติที่มาที่ไปซึ่งสามารถสืบเสาะได้ โดยตนต้องการขายต่อให้กับผู้ที่สนใจและมีกำลังที่จะครอบครองพระสมเด็จเนื้อทองคำที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้ทำปลุกเสกให้ไว้ในวาระพิเศษที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญได้จัดสร้างพระสมเด็จเนื้อทองคำล้วนจำนวน 8 องค์เพื่อถวายรัชกาลที่ 5 และเชื้อพระวงศ์ จนกลายเป็นที่มาว่ารุ่นจักรพรรดิ ในราคา 300 ล้านบาท นั้น

หลังเป็นข่าวเผยแพร่ออกไปทางสื่อมวลชนทุกแขนงจนเป็นที่ฮือฮา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา บ้างก็ว่าสมเด็จโตไม่เคยสร้างพระทองคำในสมัยนั้น บางรายก็บอกว่าเป็นทองชุบ บางรายก็บอกว่าไม่ใช่สมเด็จวัดระฆังที่สมเด็จโตได้ปลุกเสก จนสังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยวิจารณ์กันไปต่างๆนานา

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 12 ก.ค.69 พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ หรือที่ แวดวงตำรวจรู้จักกันดีคือ “ผู้การโบ้” ได้เดินทางมาที่ร้าน “เฮียช้างหลอมทอง เลขที่ 70/77 ใกล้กับเทศบาลนครปากเกร็ด โดยวันนี้ทางผู้การโบ้ได้นำ สมเด็จเนื้อทองคำองค์ที่เป็นข่าว มาให้กับ นายปุญญพัฒน์ ลิขิตพิทยตระกูล หรือเฮียช้าง เจ้าของร้านรับหลอม ทอง ทำการตรวจดูอย่างละเอียด โดยมีการแกะองค์สมเด็จเนื้อทองคำออกจากกรอบพระเลี่ยมทองฝังเพชร

จากนั้นได้มีการยิงด้วยเครื่องเปอร์เซ็นต์ยิงทอง ยี่ห้อ “เฟรชเชอร์” ซึ่งเป็นเครื่องที่มี มาตรฐานสูง จากประเทศเยอรมัน มูลค่า 900,000 บาท และถือว่าเป็นเครื่องที่มีคุณภาพได้รับการรับรองว่าสามารถตรวจจับเปอร์เซ็นต์ทอง,เปอร์เซ็นต์เงิน,เปอร์เซ็นต์ทองแดง ได้อย่างละเอียดใช้เวลาตรวจสอบอยู่ 30 นาที พบว่า เป็นพระสมเด็จเนื้อทองคำ จริงๆ โดยมีเปอร์เซ็นต์ทองถึง 87.55 เปอร์เซ็นต์เงิน 8.308% ทองแดง 3.760

ต่อมาได้มีการนำสมเด็จเนื้อทองคำองค์ดังกล่าวไปชั่งน้ำหนัก ทองปรากฏว่าเป็นทองคำที่มีน้ำหนัก 17.27 กรัม หรือหนักเท่ากับ 1 บาท 2 กรัม หากตีเฉพาะราคาทองอย่างเดียวในวันนี้ทางเฮียช้างได้ให้ราคา 62,400 บาท (เฉพาะเนื้อทองคำอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับองค์พระ) ซึ่งทางผู้การโบ้เองถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สมเด็จที่ตนครอบครองอยู่นี้ เป็นสมเด็จเนื้อทองคำจริงๆไม่ใช่ อย่างที่สังคมหรือชาวโซเชี่ยลเคลือบแคลง สงสัย

พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย กล่าวว่า ตนอยากจะชี้แจงข้อสงสัยทุกประเด็นว่าตนได้พระ สมเด็จเนื้อทองคำมาอย่างไร โดยพ่อบุญธรรม คือ นายประยูร สังข์ยุทธ ปัจจุบันท่าน อายุ 94 ปี ท่านเกษียณตำแหน่งรองอธิบดีกรมการศาสนา และเคยเป็นเลขาท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 9 ตนรักและเคารพท่านประยูรมากจนท่านรับตนเป็นบุตรบุญธรรม โดยท่านมีลูก เพียง 2 คน ลูกชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ส่วนลูกสาวก็มีครอบครัวปักหลักๆอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อปีพ.ศ 2553 ตนได้ไปในงานวันเกิดของพ่อบุญธรรม หลังงานเลิก ท่านได้มอบ พระสมเด็จเนื้อทองคำ ให้กับตนเองเก็บไว้ ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเนื้อทองคำ จนกระทั่งตนเกษียณอายุราชการและมีเวลามาศึกษาอ่านตำหรับตำราเกี่ยวกับวงการพระเครื่อง โดยอาจารย์โจ๊กและคุณไพศาล พืชมงคล เคยเห็นพระสมเด็จเนื้อทองคำองค์นี้แล้วบอกกับตนเองว่าเป็นวัตถุมงคลที่ล้ำค่าให้เก็บไว้ให้ดีและอาจารย์โจ๊กเองยังออกใบเซอร์การันตีว่า เป็นสมเด็จเนื้อทองคำแท้ อีกทั้งตนยัง ได้อ่านหนังสือที่อาจารย์ไพศาลได้เขียนไว้ถึงประวัติของสมเด็จเนื้อทองคำ ที่จัดสร้างโดยพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศหรือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ที่จัดสร้างเพียง 8 องค์และถวายให้กับรัชกาลที่ 5 โดยตนยืนยันว่าไม่เคยพูดว่าเป็นสมเด็จวัดระฆังแต่ยืนยันว่าเป็นสมเด็จเนื้อทองคำที่จัดสร้างในสมัยนั้นและปลุกเสกโดยสมเด็จพุฒาจารย์โต

อดีตนายพลตำรวจ กล่าวว่า เนื่องจากพระสมเด็จรุ่นนี้ถูกจัดสร้างในวาระพิเศษเพื่อถวายให้กับพระมหากษัตริย์และเชื้อพระองค์เพียงแค่จำนวน 8 องค์เท่านั้น จึงแทบไม่มีการหมุนเวียนออกมาในวงการพระเครื่องเหมือนกับพระสมเด็จทั่วๆไป ทำให้ผู้คนแทบไม่เคยรู้ประวัติเรื่องราวการจัดสร้างมาก่อน ส่วนสาเหตุที่ตนตั้งราคาขายไว้เพียง 300 ล้านบาท ไม่สูงเท่ากับราคาที่เคยมีคนเคยขายให้มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นไปในราคา 3,000 ล้านบาทนั้น เป็นเพราะตนต้องการให้ผู้ที่มีบุญที่จะได้ครอบครองพระสมเด็จเนื้อทองคำองค์นี้ได้ย้ายเปลี่ยนมือไปอยู่กับผู้มีบารมีที่จะได้ครอบครองจริงๆ หากไปตั้งราคาขายเท่ากับที่มีคนเคยขายให้มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นไปแล้วมหาเศรษฐีชาวไทยคนไหนจะได้ครอบครอง ราคา 300 ล้านบาทจึงเป็นราคาที่เหมาะสม สมเหตุสมผลแล้ว และตนก็ไม่ต้องการให้พระสมเด็จที่เป็นประวัติศาสตร์ออกไปอยู่นอกประเทศกันหมด

อดีตนายพลตำรวจมือปราบคนดัง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า พระสมเด็จทองคำองค์นี้ของตนผ่านการตรวจสอบต่างๆมาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจทางวิทยาศาสตร์ ตำหนิ พิมพ์ทรงหรือการตรวจสอบเนื้อทองคำยุคเก่าก็ทำการตรวจสอบมาหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่การทดลองนำไปจำนำที่โรงรับจำนำเพื่อให้ทางโรงรับจำนำ นำไปลองเช็กเปอร์เซ็นต์ดู ตนก็ได้ทำการพิสูจน์มาทั้งหมดแล้ว รวมไปถึงการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องก็ยืนยันและออกบัตรรับรองให้กับตนด้วยเช่นกัน ทำให้ตนรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองพระองค์ที่เป็นประวัติศาสตร์และถือเป็นพระที่แพงที่สุดในวงการพระเครื่องตอนนี้ “ขอยืนยันนอนยันอีกครั้งว่าตนไม่เคยบอกว่าพระสมเด็จเนื้อทองคำที่ตนเองมีอยู่ เป็นสมเด็จวัดระฆัง เพียงแต่เป็นพระสมเด็จเนื้อทองคำที่ปลุกเสกโดยสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี จัดสร้างเพีงแค่ 8 องค์ โดยกรมพระราชวังบวรวิไชยและนำถวายให้กับรัชกาลที่ 5 ในสมัยนั้น”

ที่ตนออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนนั้นเพราะต้องการให้องค์ สมเด็จโตเนื้อทองคำองค์นี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่มีบุญญาบารมี และเลื่อมใสศรัทธาในองค์สมเด็จโตจริงๆ หากผู้สนใจและและมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ก็สามารถติดต่อพูดคุยกับตนได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-3339955 มาพูดคุยเจรจาแลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็นในเรื่องของสมเด็จเนื้อทองคำ ส่วนราคาไม่ใช่เรื่องสำคัญไม่ใช่เรื่องใหญ่ “ตนเชื่อว่าพระเลือกคนคนเลือกพระ” อดีตผู้การคนดังกล่าว