ปราจีนบุรี ดมกลิ่นนรก! คลองชวดโพธิ์ดำปี๋ ปลาตายเกลื่อนนับหมื่น ค่าออกซิเจนดิ่ง “ศูนย์” ชาวบ้านร้องระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม ดับฝัน
ปราจีนบุรี ดมกลิ่นนรก! คลองชวดโพธิ์ดำปี๋ ปลาตายเกลื่อนนับหมื่น ค่าออกซิเจนดิ่ง “ศูนย์” ชาวบ้านร้องระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม ดับฝันปราจีนฯ มุ่ง EEC! ////////ผู้ว่าฯ สั่งลุยด่วน! ส่งรองผู้ว่าฯ จับมือ สส. ล่าตัวฆาตกรทมิฬลักลอบเทกากพิษอุตสาหกรรมป่วนเมือง เขตเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ “ยุคทวารวดี”สั่งงัด 5 ไม้แข็งตะลุยล้างบางโรงงานมักง่าย โทษหนักจำ-ปรับล้มละลาย!
ปราจีนบุรี – กลายเป็นภาพสุดสลดและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง! สำหรับภาพซากปลาน้อยใหญ่นับมหาศาลที่พากันลอยตายเกลื่อนเหนือน้ำที่แปรสภาพเป็นสีดำสนิท พร้อมส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งรุนแรงแสบจมูกไปตลอดแนวคลองชวดโพธิ์ ในพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรตาดำๆ ใน 5 หมู่บ้านต้องสูญเสียแหล่งน้ำในการประทังชีวิตและทำการเกษตรอย่างแสนสาหัส แต่เหตุการณ์นี้คือ “ระเบิดเวลาด้านสิ่งแวดล้อม” ดวงใหญ่ที่ปะทุขึ้นกลางเมืองก่อนประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี และกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ในช่วงที่กำลังถูกพิจารณายกระดับเป็นจังหวัดที่ 4 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งต้องมีเกณฑ์การควบคุมมลพิษที่เข้มงวดและโปร่งใสที่สุด!
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด บุกสแกนพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 และทีมงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินความเสียหายในพื้นที่หมู่ที่ 3, 4, 5, 6 และ 7 ของตำบลโคกไทย
เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปสัมผัสเนื้อน้ำในจุดวิกฤตก็ต้องตกตะลึงตาค้าง! เมื่อผลตรวจวัดค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือค่า DO (Dissolved Oxygen) ดิ่งเหวกลายเป็น “ศูนย์” ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์หมายความว่าระบบนิเวศตรงนั้นล่มสลายโดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตไม่มีทางรอด!
“น้ำในคลองดำปี๋เลย มีกลิ่นเหม็น และปลาตายเยอะมาก ผลตรวจวัดค่าออกซิเจนในน้ำบริเวณที่ปลาตายเยอะๆ ออกมาเป็นศูนย์เลย คือไม่มีออกซิเจนเหลืออยู่เลย ปลาจึงอยู่ไม่ได้ ตายหมด!” นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวด้วยความกังวลอย่างหนัก
ในการสืบสวนหาตัวการที่ทำให้คลองประวัติศาสตร์สายนี้ต้องกลายสภาพเป็นคลองส่งน้ำนรก คณะตรวจสอบได้ตั้งข้อสันนิษฐานมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ:
• ปมแรก น้ำกากส่าล้นทะลัก: พบข้อมูลว่าเกษตรกรในพื้นที่บางส่วนได้ไปนำ “น้ำกากส่า” ซึ่งเป็นของเสียพลอยได้จากโรงงานผลิตเอทานอลแห่งหนึ่ง มาเทใส่ในพื้นที่การเกษตรจำนวนมากหวังปรับปรุงดิน ทว่าพอฝนถล่มลงมา สารอินทรีย์เข้มข้นเหล่านี้จึงถูกชะล้างบ่าลงสู่ลำคลองสายหลักจนเน่าหมักหมม
• ปมสอง เล่ห์เหลี่ยมโรงงานมักง่าย (ข้อสงสัยสำคัญ): สภาพน้ำที่ดำสนิทและกลิ่นสารเคมีฉุนกึกเกินธรรมชาติ ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีโรงงานอุตสาหกรรมหรือกลุ่มทุนไร้สำนึก ฉวยโอกาสแอบใช้รถบรรทุกสารเคมีอันตรายหรือน้ำเสียพิษมาลักลอบเททิ้งผสมโรงในคลองชวดโพธิ์ เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ลับตาคนและไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา
เพื่อไม่ให้มลพิษไหลทะลักกลืนกินพื้นที่ปลายน้ำจนพังพินาศไปมากกว่านี้ จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศมาตรการฉุกเฉิน 5 ด้าน สั่งการให้หน่วยงานแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ล่าตัวคนผิดทันที ประกอบด้วย
• มาตรการที่ 1 (อบต.โคกไทย บล็อกน้ำเน่า) สั่งปิดท่อระบายน้ำบริเวณทางเชื่อมจุดเน่าเสียทันทีเพื่อกักมลพิษ และระดมเครื่องสูบน้ำเสียไปพักในพื้นที่ของเอกชนข้างเคียงที่ยินยอม โดยวางระบบไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรรายอื่นเพื่อรอน้ำใหม่มาเจือจาง
• มาตรการที่ 2 (อำเภอศรีมโหสถ ระดมจิตอาสาฝังกลบซาก) ระดมกำลังกลุ่มจิตอาสาเร่งช้อนซากปลาเน่าเหม็นขึ้นจากคลองทั้งหมดเพื่อนำไปฝังกลบตามหลักสุขาภิบาล ไม่ให้เน่าหมักหมมซ้ำซ้อน
• มาตรการที่ 3 (ฝ่ายปกครอง ตั้งเวรยามตาตั้ง 24 ชั่วโมง) สั่งการกำนันและผู้ใหญ่บ้านจัดทีมลาดตระเวนและซุ่มตรวจตราพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง สกัดกั้นรถขนของเสียอุตสาหกรรมที่อาจย่องมาแอบเททิ้งซ้ำ
• มาตรการที่ 4 (ทสจ. จับมือสิ่งแวดล้อมสระบุรี ตรวจหาฆาตกรเคมี) ประสานสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเข้าห้องแล็บ ตรวจหาค่าสารโลหะหนักและแหล่งกำเนิดมลพิษเพื่อใช้เป็นหลักฐานเด็ดมัดตัวผู้กระทำความผิด
• มาตรการที่ 5 (อุตสาหกรรมจังหวัด ปูพรมเช็กบิลโรงงานกลุ่มเสี่ยง) ส่งทีมเจ้าหน้าที่บุกตรวจระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในรัศมีใกล้เคียงอย่างละเอียด เชิงลึกว่ามีรายใดแอบปล่อยของเสียออกมาร่วมวงหรือไม่
ทางด้าน รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ได้ลั่นวาจาด้วยท่าทีเด็ดขาดขึงขังว่า ปัญหานี้ทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างรับไม่ได้ หากผลแล็บชี้ชัดว่าสารพิษมาจากน้ำมือใคร จะลากคอมาดำเนินคดีตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.สาธารณสุข และ พ.ร.บ.โรงงาน ลงโทษขั้นสูงสุดทั้งจำคุกและปรับให้เข็ดหลาบ!
ขณะที่เวลา 19.55 น. วันเดียวกัน นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 กระบอกเสียงของราษฎร ได้เปิดเผยเบื้องหลังอันน่าสะพรึงกลัวว่า ตนเองได้แกะรอยเรื่องนี้หลังจากเห็นโพสต์ร้องทุกข์ของผู้นำท้องถิ่นในโลกออนไลน์มา 3-4 วัน จึงดิ่งลงพื้นที่ไปคุยกับชาวบ้านที่บ้านหนองแสงจนพบความจริงที่น่าตกใจ ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงถึงรองผู้ว่าฯ เพื่อตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” บุกทำลายวงจรมลพิษนี้ให้สิ้นซาก พร้อมให้คำมั่นว่าจะเกาะติดเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อยเพื่อทวงความยุติธรรมให้ชาวหนองแสงและโคกไทย
คดีน้ำเน่าคลองชวดโพธิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องปลาตาย แต่มันคือคำถามตัวโตๆ ถึง “ความพร้อม” ของกลไกภาครัฐในจังหวัดปราจีนบุรี เพราะหากจังหวัดกำลังจะก้าวไปเป็น EEC จังหวัดที่ 4 ที่จะมีโรงงานและเม็ดเงินทุนหลั่งไหลเข้ามาอีกมหาศาล แต่ระบบเฝ้าระวังยังตามหลังเล่ห์เหลี่ยมของโรงงานอุตสาหกรรมไร้จิตสำนึกที่แอบปล่อยสารพิษลงแหล่งน้ำธรรมชาติ อนาคตของปราจีนบุรีคงหนีไม่พ้นการถูกมลพิษกลืนกินจนหมดสิ้น ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็น “บรรทัดฐานใหม่” บังคับใช้กฎหมายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่อพิสูจน์ว่า ปราจีนบุรีพร้อมจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับชาติอย่างแท้จริง!
### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี###

