ยะลา – บิ๊กต่าย บินด่วนลงใต้ เกาะติดคดีบึ้มปั๊มน้ำมัน-ปล้นรถขนสินค้า สั่งถอดบทเรียน 18 อำเภอ ลุยคุยผู้ประกอบการยกระดับความปลอดภัย
ยะลา – บิ๊กต่าย บินด่วนลงใต้ เกาะติดคดีบึ้มปั๊มน้ำมัน-ปล้นรถขนสินค้า สั่งถอดบทเรียน 18 อำเภอ ลุยคุยผู้ประกอบการยกระดับความปลอดภัย
ยะลา – วันนี้ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) เขตเทศบาลนครยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน PT ถนนสาย 15
ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา รวมถึงเหตุปล้นรถขนส่งสินค้า และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกำชับมาตรการเชิงรุกเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกลับคืนมา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
(ผบช.ภ.9/รอง ผบ.ศปก.ตร.สน) ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา – ปัตตานี – นราธิวาส
และ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีล่าสุดว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนกำลังเร่งขยายผลอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นทางตำรวจรับทราบข้อมูลสำคัญ ทั้งในส่วนของจำนวนกลุ่มผู้ก่อเหตุ อาวุธที่คนร้ายใช้ในการปฏิบัติการ ตลอดจนพฤติการณ์และวิธีการลงมืออย่างละเอียดแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้เวลาในการสืบสวนเชิงลึกและรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
สำหรับมาตรการป้องกันและวางแผนยุทธการ ผบ.ตร. ได้ประชุมร่วมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ ตำรวจภูธรจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เพื่อซักซ้อมมาตรการป้องกันเหตุในพื้นที่ 18 อำเภอ ซึ่งอยู่ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่นำสถิติและรูปแบบการก่อเหตุในอดีตมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนเชิงรุก บูรณาการด้านการข่าวร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปิดช่องว่างไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ซ้ำซ้อนได้อีก
นอกจากนี้ ยกระดับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพูดคุยและหารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการโดยแบ่งตามประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสถานีบริการน้ำมันและคลังสินค้า เพื่อวางระบบรักษาความปลอดภัยร่วมกัน ทบทวนการติดตั้งอุปกรณ์กล้องวงจรปิด (CCTV) และสร้างความเข้าใจในแนวทางการระวังป้องกันเหตุซักซ้อมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
การป้องกันเหตุความไม่สงบเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือมาตรการด้านการข่าว และความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ในการช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสิ่งผิดปกติให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลดีต่อฝ่ายใดเลย มีแต่จะสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ผบ.ตร. ยังได้กล่าวถึงการควบคุมความประพฤติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หากประชาชนพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาได้ทันที สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมจะดำเนินการทางวินัยและกฎหมายขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ในภาพรวมขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่ยังคงมีความตั้งใจและทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อนำความสงบเรียบร้อยและปลอดภัยมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
