ปราจีนบุรี ประชาชนชนะยกแรก! บอร์ด EEC ยอมถอย สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ พร้อมเบรกแผนลากปราจีนฯ เป็นจังหวัดที่ 4
ปราจีนบุรี ประชาชนชนะยกแรก! บอร์ด EEC ยอมถอย สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ พร้อมเบรกแผนลากปราจีนฯ เป็นจังหวัดที่ 4
แกนนำสิ่งแวดล้อมกดดันสำเร็จ “อนุทิน” รับลูกเตรียมชงนายกฯ ดับไฟขัดแย้ง—ภาคประชาชนลั่นหากเบี้ยวพร้อมสู้ต่อ!
ปราจีนบุรี / กรุงเทพฯ — เมกะโปรเจกต์รัฐพ่นพิษ! เครือข่ายภาคประชาชนทั้งภาคใต้และภาคตะวันออกรวมพลังกดดันรัฐบาลสำเร็จ หลังบอร์ด EEC ยอมรับข้อเสนอ 3 ข้อรวด สั่งระงับกระบวนการศึกษาแลนด์บริดจ์ชั่วคราว พร้อมส่งสัญญาณทบทวนการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี หวั่นทำลายพื้นที่เกษตรกรรมอินทรีย์และซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อม
เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ซึ่งได้บรรลุเป้าหมายสำคัญภายหลังปักหลังชุมนุมยืดเยื้อนานถึง 9 วัน บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในนามเครือข่ายหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน SEC Watch-EEC Watch และกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง
โดยเมื่อช่วงเวลา 14.30 น. ของวันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ทางฝ่ายรัฐบาลได้ดำเนินการเชิญตัวแทนทุกฝ่ายเข้าเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) โดยมีตัวแทนกลุ่มเข้าร่วมจำนวน 12 คน นำโดย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ซึ่งโต๊ะเจรจาดังกล่าวมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย สส.ภาคใต้ และ สส.ปราจีนบุรี ของพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังและพูดคุยนานหลายชั่วโมง เพื่อติดตามข้อเรียกร้องที่เคยยื่นไว้ต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อหยุดยั้งร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ฉบับ สนข. ที่มีกำหนดจะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ รวมถึงเรียกร้องให้หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ และคัดค้านการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่ EEC เป็นจังหวัดที่ 4
ภายหลังการหารืออย่างเคร่งเครียด ผลการเจรจาระหว่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กับเครือข่ายภาคประชาชน สามารถได้ข้อสรุปร่วมกันตามกรอบข้อเรียกร้อง 5 ข้อหลัก ดังนี้:
• 1. ร่างกฎหมาย SEC ฉบับ สนข. ไม่เดินต่อ: รัฐบาลยอมยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.SEC ของกระทรวงคมนาคมโดยทันที และทางกลุ่มเรียกร้องให้มีหนังสือยืนยันว่าจะไม่มีการนำเสนอกฎหมายลักษณะนี้อีก
• 2. หยุดทุกกลไกแลนด์บริดจ์: สั่งการให้ สนข. กระทรวงคมนาคม ระงับทุกกลไกและขั้นตอนทางกฎหมายของโครงการแลนด์บริดจ์ (ท่าเรือ ทางหลวงพิเศษ และทางรถไฟ) ไว้ก่อน เพื่อรอผลการศึกษาที่รอบคอบ
• 3. ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่: ให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย (ภาครัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการ) เพื่อเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่โดยยึดศักยภาพของพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งจะดำเนินงานคู่ขนานไปกับคณะกรรมการชุดของรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ)
• 4. ทบทวนแผนดึง “ปราจีนบุรี” เป็นจังหวัดที่ 4 ของ EEC: รัฐบาลรับปากที่จะระงับและทบทวนแนวคิดการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ออกนอกพื้นที่ 3 จังหวัดเดิม (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) ที่จะดึงปราจีนบุรีเข้าไปร่วม
• 5. เร่งเยียวยาประมงพื้นบ้านระยอง: สั่งการให้เร่งชดเชยและเยียวยาชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดระยองที่ได้รับผลกระทบจากการถมทะเลสร้างท่าเรือ ซึ่งทำให้ไม่สามารถออกหาปลาได้และติดค้างการเยียวยามานานกว่า 6 เดือน
หลังเสร็จสิ้นการเจรจา นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” แกนนำสิ่งแวดล้อมสายเกษตรอินทรีย์ และในฐานะผู้แทนอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า การพูดคุยครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาคประชาชนสามารถผลักดันข้อเสนอให้รัฐบาลยอมถอยได้สำเร็จ โดยในส่วนของเครือข่ายภาคใต้ได้รับหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรกลับไปแล้ว แต่ในส่วนของจังหวัดปราจีนบุรียังคงต้องรอขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการลงนามยกเลิกคือตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่บอร์ด EEC
“เรามีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง เพราะผู้ที่ลงมาเจรจาคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด EEC ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี มารับฟังและหาทางออกร่วมกัน” แกนนำ ทสม. กบินทร์บุรี กล่าว
อย่างไรก็ดี ตัวแทนภาคประชาชนจังหวัดปราจีนบุรีได้กล่าวสำทับทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า แม้ในขณะนี้พี่น้องมวลชนจะยอมแยกย้ายและเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรอดูความจริงใจของรัฐบาล แต่หากท้ายที่สุด ผลการทบทวนของนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือมีความพยายามที่จะแอบแฝงนำอุตสาหกรรมหนักเข้ามาทำลายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของปราจีนบุรี ทาง “เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง” ก็พร้อมที่จะระดมพลยกระดับการต่อสู้ทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
การลุกฮือของชาวปราจีนบุรีและภาคีภาคประชาชนในครั้งนี้ ไม่ใช่การปฏิเสธความเจริญ แต่มันคือการตั้งคำถามคำโตๆ ส่งตรงถึงรัฐบาลในเรื่อง “ความสมดุลของการพัฒนา”
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม มีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์รวมถึงสมุนไพรที่สำคัญของประเทศ การพยายามยัดเยียดให้เป็น “จังหวัดที่ 4 ของ EEC” เพื่อรองรับโรงงานและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมหนัก หรือการผลักดันโครงการ SEC และแลนด์บริดจ์ในภาคใต้โดยขาดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ มักนำมาซึ่งปัญหามลพิษเรื้อรัง การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และความล่มสลายของชุมชนเกษตรกรรม ดังภาพสะท้อนบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่
มติของบอร์ด EEC ในครั้งนี้ จึงเป็นเพียง “การล้อมคอกชั่วคราว” เท่านั้น สิ่งที่พี่น้องประชาชนไทยต้องช่วยกันเกาะติดและจับตาดูหลังจากนี้คือ “หนังสือสั่งการอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี” ว่าผู้นำประเทศจะเลือกเดินหน้าเมกะโปรเจกต์แบบฝืนกระแสสังคมและทุนนิยมสุดโต่ง หรือจะเลือกรับฟังเสียงของประชาชนเพื่อปูทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###

