วันศุกร์, มิถุนายน 19, 2026
Latest:
ในประเทศ

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต”

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต”

วันนี้ (29 มิ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ กองบัญาชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. และ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล.

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล. นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ณัฐพัฒน์ ขำชู รอง สว.กก.1 บก.ทล. และข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.2 บก.ทล.

ร่วมกันออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 10 คน ทั้งคนไทย คนจีน และกัมพูชา ดังนี้
1) นายกฤตพัฒน์ หรือเฟรม (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี (จับกุมแล้ว) – หัวหน้าเครือข่ายฝั่งไทย ผู้ควบคุมและสร้างคอกม้า รวมถึงบริหารจัดการการฟอกเงิน โดยรับคำสั่งตรงจากบอสจีน
2) นายสิทธิ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี (จับกุมแล้ว) – ม้าตัวแทนระดับสูง เป็นผู้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ตามคำสั่งนายเฟรม และให้นายเฟรมใช้ชื่อ เอกสาร และบัญชี ในการทำธุรกรรม
3) นายพลธวัฒน์ หรืออาเซน (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี (จับกุมแล้ว) – เป็นล่ามคอยถ่ายทอดคำสั่ง จาก บอสจีนส่งให้นายเฟรมโดยตรง
4) นางสาวณัฐพร (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี (จับกุมแล้ว) – แฟนของนายพลธวัฒน์ฯ คอยช่วยเหลือ นายพลธวัฒน์ฯ ในการจัดหาบัญชี และอื่น ๆ
5) นายจิรายุ หรือเบนซ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – ลูกน้องคนสำคัญของ นายเฟรม เป็นกรรมการนิติบุคคลม้า เป็นบัญม้าผู้ควบคุมบัญชีม้า ขณะโอนเงิน หรือถอนเงิน โดยมีพฤติการ์เดินทางข้ามไปฝั่งกัมพูชาเพื่อรับคำสั่งจากอาเทา
6) น.ส.ธนสร (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) –ภรรยานายจิรายุ คอยช่วยเหลือ นายจิรายุในการควบคุมบัญชีม้า และทำภารกิจตามคำสั่งนายเฟรม
7) นายปิติ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – ลูกน้องคนสำคัญของนายเฟรม ม้าตัวแทนระดับสูง เป็นผู้ทำภารกิจต่าง ๆ ตามคำสั่งนายเฟรม และให้นายเฟรมใช้ชื่อ เอกสารส่วนบุคคล และบัญชี ในการทำธุรกรรม
8) อาเทา สัญชาติจีน (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ลักษณะเป็นบริษัททำหน้าที่รับ ฟอกเงินให้กับแก๊งสแกมเมอร์
9) MR.XIONG หรือเหลาฉง สัญชาติจีน อายุ 35 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – ทำหน้าที่คุมทีมม้ากดเงินสดและคุมการซื้อทองคำแท่งในไทยป้องกันการเชิดเงินหนี
10) MR.Nov Sopheak หรือเปรียว สัญชาติกัมพูชา (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่อยู่ฝั่งกัมพูชา

โดยผู้ต้องหาที่ 1 – 8 ทั้ง 8 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”

ผู้ต้องหาที่ 9 – 10 ทั้ง 2 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร”
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกอย่างน้อย 31 ราย และ 3 นิติบุคคล ได้แก่
11) นางสาว ก. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 45 ปี – กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
12) นางสาว ย. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 43 ปี – กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
13) นาย ฐ. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 33 ปี – กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
14) กลุ่มบัญชีม้า อีก 28 ราย – หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชี และทำการโอนต่อไปยังแพลตฟอร์มลงทุน W เพื่อทำการฟอกเงิน
15) บริษัท ศรีมาดา จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)
16) บริษัท เฟรมโมบาย แอนด์เซอร์วิส จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)
17) บริษัท ชนกนันท์ ลักชัวรี่ แบรนด์เนม จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)

พฤติการณ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร” ทลายโครงสร้างระดับสั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ (ภาค 3) สามารถสืบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาสำคัญระดับสั่งการได้ 10 ราย และดำเนินคดีฝ่ายสนับสนุนได้อีกอย่างน้อย 31 ราย และ 3 นิติบุคคล พร้อมยึดหลักฐานตรายางและเอกสารเปิดบริษัทนิติบุคคลผีกว่า 20 แห่ง

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องจาก ภาค 1 (ทลายปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า เมื่อเดือนมกราคม 2569) ที่ตำรวจได้เข้าจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า 9 รายที่ตระเวนเก็บเงินสดจากเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท นำไปสู่การขยายผล ภาค 2 (ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เดือนมีนาคม 2569) บุกค้นเซฟเฮาส์คอนโดหรูย่านห้วยขวางและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่ม 8 ราย พบรูปแบบการ ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อทองคำ และใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าเพื่อ “ฟอกคน” ข้ามชาติ โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และล่าสุดในปฏิบัติการนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนเชิงลึกจนสามารถถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินดำฝั่งประเทศไทยได้สำเร็จ

โดยมีรายละเอียดดังนี้
บุกรวบตัวการใหญ่ระดับสั่งการฝั่งไทยคาโรงแรมหรู ช็อกหมดสติวินาทีถูกจับ
การติดตามตัว นายกฤตพัฒน์ หรือ เฟรม (ผู้ต้องหาที่ 1) ซึ่งเป็นตัวการหลักระดับสั่งการในไทย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีที่รัดกุม ใช้วิธีย้ายที่พักตามโรงแรมหรูไปเรื่อย ๆ ไม่ออกมาจากห้องพัก สั่งห้ามแม่บ้านโรงแรมเข้าทำความสะอาดเด็ดขาด และใช้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทนทั้งหมด รวมถึงใช้ซิมโทรศัพท์กว่า 10 หมายเลขที่เป็นชื่อผู้อื่น เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ และสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันโดยให้ไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบว่านายเฟรม พักอยู่ร่วมกับ นายสิทธิ (ผู้ต้องหาที่ 2) ซึ่งเป็นนอมินีคนสำคัญ ทั้งสองกบดานอยู่ที่โรงแรมหรูย่านหลังสวน ชุดสืบสวนจึงไปดักซุ่มจนพบนายสิทธินั่งโดยสารรถจักรยานยนต์ออกไปทำธุรกรรม จึงดักรอจนนายสิทธิกลับเข้าห้องพักอีกครั้ง

จากนั้นชุดสืบสวนได้นำกำลังบุกเข้าจับกุม ขณะเข้าจับกุมพบนายสิทธิ นายเฟรม และบุคคลอื่นอีก 3 คน อยู่ภายในห้องเดียวกัน ตรวจค้นตัวนายเฟรมและภายในห้องพบยาบ้ากว่า 70 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ โดยในวินาทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม นายเฟรมมีอาการตกใจสุดขีดจนช็อกหมดสติล้มลง เจ้าหน้าที่ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลและประสานรถพยาบาลฉุกเฉินนำตัวส่งรักษาที่ห้อง ICU นานหลายวัน จนกระทั่งแพทย์ระบุว่าพ้นขีดอันตราย จึงคุมตัวส่งดำเนินคดี
ตัดวงจรล่ามข้ามชาติ และยึดตรายางม้านิติบุคคลกว่า 20 บริษัท

เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามตัว นายพลธวัฒน์ หรือ อาเซน (ผู้ต้องหาที่ 3) จากรถยนต์ที่ใช้งาน จนสามารถเข้าจับกุมตัวได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน จังหวัดชลบุรี โดยนายพลธวัฒน์ทำหน้าที่เป็น “ล่าม” คอยรับคำสั่งภาษาจีนจากบอสใหญ่ ฝั่งกัมพูชา แล้วนำมาแปลถ่ายทอดคำสั่งให้นายเฟรม เพื่อสั่งการเครือข่ายฝั่งไทยในการทำภารกิจต่าง ๆ และในเวลาต่อมาได้จับกุม น.ส.ณัฐพร (ผู้ต้องหาที่ 4) ซึ่งเป็นแฟนของนายพลธวัฒน์ และเป็นอดีตผู้ต้องหาเดินสายขายบัญชีม้า ได้ที่จังหวัดสมุทรปราการ

จากการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหารายต่าง ๆ พบตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 20 บริษัท ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายของนายเฟรม เพื่อใช้เป็น “ม้านิติบุคคล” และเป็นช่องทางในการ นำเงินดำมาฟอกผ่านบัญชีบริษัท นอกจากนี้ยังพบการนำเงินที่หลอกลวงผู้เสียหายไปโอนเข้าแพลตฟอร์ม การลงทุน W เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินก่อนกระจายเข้าบัญชีม้าแถวถัดไป นำไปสู่การสืบสวนดำเนินคดีกับ กลุ่มบัญชีม้าอีก 28 ราย ที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวในการฟอกเงิน
พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับตัวการสำคัญที่ตั้งฐานที่มั่นอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชาได้อีก 3 ราย ประกอบด้วย อาเทา (ชายชาวจีน) บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ที่ทำธุรกิจรับฟอกเงินดำให้กับแห๊งสแกมเมอร์, เหลาฉง (ชายชาวจีน) ผู้คุมทีมม้ากดเงินสดและซื้อทองคำ และ เปรียว (เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา) ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่อยู่ฝั่งกัมพูชา

ทั้งนี้จากผลปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มทุนจีนสีเทา อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องของตำรวจสอบสวนกลาง ส่งผลให้ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้เกิดความหวาดกลัวและหนีตายแตกกระจายกัน การก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้จึงทำได้ยากและมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การลักลอบเข้าเมืองหรือการเคลื่อนย้ายหลบหนีของกลุ่มคนจีนสีเทาก็ทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากการตรวจตราและสกัดกั้นอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ สอดคล้องกับเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงนราธิวาสได้ไล่ล่าสกัดจับกลุ่มชาวจีนที่พยายามขับรถฝ่าด่านหลบหนีไกลกว่า 30 กิโลเมตร จนรถเสียหลักตกข้างทาง สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ 3 ราย และคนนำพาชาวไทย 1 ราย ขณะพยายามหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์เช่นเดียวกัน ปฏิบัติการทั้งหมดนี้คือเครื่องยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลางจะสกัดกั้นและปราบปรามทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเหล่านี้มีที่ยืนในประเทศไทยอีกต่อไป