DSI ปูพรม 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน โยงนักการเมืองไทย
DSI ปูพรม 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน โยงนักการเมืองไทย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดปฏิบัติการ 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต พบเส้นเงินเชื่อมโยงนักการเมือง-ดาราชื่อดัง ตรวจยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนมาก
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569) พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พลตำรวจตรี ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทันตแพทย์หญิงจุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจ Forex ผิดกฎหมาย
จากการตรวจสอบกระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ากระแสเงินจำนวนมากที่หมุนเวียนอยู่ในระบบมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Forex จึงได้ดำเนินการตรวจสอบที่มาของการดำเนินธุรกิจดังกล่าว รวมถึงสถานะการได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยได้รับการยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ไม่มีผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้อง ประกอบกับมีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนว่าได้รับความเสียหายจากการถูกโบรกเกอร์ฟอร์เร็ก ชื่อ QRS Global HFM GOFX Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) ประกอบด้วย อาจารย์พี โค้ชเจมส์ JP Global แอคมี่ และบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ – ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด บริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ทำการหลอกลวงให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) กล่าวคือ หลอกให้ลงทุน
โดยแอบอ้างเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีการโชว์ไลฟ์สไตล์หรูหรา ท่องเที่ยวต่างประเทศ รถยนต์สปอร์ต รวมถึงแสดงผลพอร์ทที่ได้ผลกำไรสูงเพื่อจูงใจให้ฝากเงินเข้าทำการเทรด โดยมีการจัดเซลล์ประกบดูแลลูกค้าเป็นราย ๆ ซึ่งช่วงแรกถอนเงินได้จริง ต่อมาอ้างเงื่อนไขหรือ ขายคอร์ส ฝากเทรด หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนไม่สามารถถอนเงินได้จริง นำไปสู่การสืบสวนพบว่ามีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายราย ประกอบด้วย นักการเมืองที่เป็นผู้จัดตั้งบริษัท โดยให้ผู้อื่นถือครอง อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ชื่อดัง และมีบุคคลในวงการบันเทิงมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจรับชำระเงินในธุรกิจเทรดและให้คำปรึกษาด้านการลงทุน รวมถึงเคยมีบทบาทในการจัดตั้งและส่งเสริมโบรกเกอร์ Etherwell ซึ่งจดทะเบียนในต่างประเทศ แต่มีการดำเนินกิจการ
ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากในประเทศไทยไม่สามารถการทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าวได้ ซึ่งต่อมาใบอนุญาตของบริษัทดังกล่าวในต่างประเทศถูกเพิกถอน และมีผู้เสียหายจำนวนหนึ่งร้องเรียนว่าไม่สามารถถอนเงินได้หรือได้รับเงินล่าช้า จนเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ การที่นิติบุคคลจดทะเบียนอยู่ในต่างประเทศส่งผลให้การดำเนินคดีและการเรียกร้องสิทธิของผู้เสียหายเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวพฤติการณ์ การชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเจ้าหน้าที่หรือผู้แนะนำการลงทุน (Sales หรือ Agent) ที่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุนการลงทุน และติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด มีรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลหรือผลประโยชน์ตามรอบเวลา แต่เป็นการนำเงินเข้าสู่พอร์ตการลงทุนเพื่อซื้อขายเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา (Price Difference) โดยอ้างอิงว่ามีการซื้อขายผ่านระบบของโบรกเกอร์ต่างประเทศ โดยผลตอบแทนของนายหน้าแนะนำลูกค้า Introducing Broker (IB)เกิดจากการแนะนำลูกค้าให้เข้ามาลงทุน โดยรายได้ของ IB ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือขาดทุนของผู้ลงทุนที่ตนแนะนำ แต่เกิดจากค่าตอบแทนในรูปแบบส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่น (IB Rebate) ซึ่ง IB จะได้รับจากทุกธุรกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีผู้ลงทุนเข้ามาทำการซื้อขายเป็นจำนวนมาก IB ก็จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขาย จึงอาจมีการส่งเสริมหรือกระตุ้นให้ผู้ลงทุนทำการซื้อขายบ่อยครั้งมากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนธุรกรรมและยอดการซื้อขายโดยรวม
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนในต่างประเทศในลักษณะ Offshore (กลุ่มประเทศนอกชายฝั่ง) เช่น เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ หมู่เกาะมาเฮ สาธารณรัฐเซเชลส์ สหราชอาณาจักร เกาะเคย์แมน โดโมรอส เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศไทย ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้ลงทุนอาจประสบปัญหา
ในการใช้สิทธิตามกฎหมายและการติดตามทรัพย์สินคืน นอกจากนี้ โบรกเกอร์หลายแห่งมีการกำหนดเงื่อนไข
ที่อาจเอาเปรียบผู้ลงทุน เช่น การเสนอผลตอบแทนในอัตราสูงเพื่อจูงใจให้ลงทุน ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในภายหลัง รวมถึงปัญหาการถอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงทุนมีกำไรหรือมียอดเงินจำนวนมาก ซึ่งอาจไม่สามารถถอนเงินได้ตามปกติ อีกทั้ง ยังพบการโฆษณาชวนเชื่อโดยนำเสนอภาพลักษณ์ความมั่งคั่ง รถยนต์หรู และวิถีชีวิตหรูหรา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้ประชาชนลงทุน ทั้งที่ในหลายกรณีทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นผลตอบแทนจากโบรกเกอร์ตามที่กล่าวอ้าง จึงอาจเข้าข่ายการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด (เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยี
และสารสนเทศ , กองปฏิบัติการพิเศษ , ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว สนธิกำลังร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) , สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ , ธนาคารแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจค้นเครือข่ายที่มีบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกันจัดตั้งบริษัทหรือโบรกเกอร์เพื่อประกอบธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และมีลักษณะการดำเนินงานเป็นเครือข่ายผ่านระบบออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงประชาชน จำนวน 24 จุดพร้อมกัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร โดยตรวจค้นบริษัท จำนวน 15 แห่ง และบ้านของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 แห่ง
ผลการปฏิบัติการสามารถตรวจยึดทรัพย์สินและเงินสด ประกอบด้วย รถยนต์หรูจำนวน 5 คัน รถยนต์ทั่วไปจำนวน 15 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 4 คัน เงินสด จำนวน 65,270,000 บาท วัตถุคล้ายทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมประมาณ 50 บาท เครื่องประดับทองคำและเครื่องประดับเพชรจำนวนหนึ่ง กระเป๋าแบรนด์เนมได้มากกว่า 40 ใบ นาฬิกา จำนวน 113 เรือน เงินแท่งน้ำหนักรวม 12 กิโลกรัม เงินสกุลต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600,000 บาท อาวุธปืนจำนวน 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน คอมพิวเตอร์ จำนวน 55 เครื่อง แท็บเล็ตจำนวน 2 เครื่อง โทรศัพท์มือถือจำนวน 30 เครื่อง Hardware Wallet สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และสกุล USDT จำนวน 4 ชิ้น เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน จำนวนหนึ่ง ฯลฯ
จากการตรวจค้นพนักงานสอบสวนฯ ตรวจพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงระบบซื้อขาย เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา การล็อกคำสั่งซื้อขาย หรือการทำให้ระบบขัดข้อง อาจเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการทุจริตได้ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางเทคนิคและการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พฤติการณ์ที่ตรวจพบอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ ความผิดตาม พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ความผิดตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ความผิด ตาม พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343
กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน ขยายผลเส้นทางการเงิน และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มฟอเร็กซ์ (Forex) และโบรกเกอร์ออนไลน์ เนื่องจากการประกอบธุรกิจซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) รวมถึงการซื้อขายทองคำในลักษณะดังกล่าว เป็นกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ผู้ประกอบการบางรายอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นการซื้อขายทองคำหรือสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน
การดำเนินธุรกิจหรือการชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย และอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อโกงหรือหลอกลวงประชาชน ซึ่งมีบทกำหนดโทษร้ายแรง ประชาชนจึงควรตรวจสอบสถานะการได้รับอนุญาตของผู้ประกอบการจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันความเสียหายและลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางการเงินผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถติดต่อ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-831-9888 ต่อ 50219 หรือ 50231



