วันศุกร์, มิถุนายน 19, 2026
Latest:
ประเด็นข่าว

“ใหญ่ V10 Garage” เปิดใจโต้ทุกประเด็น ยันซ่อม Alphard ตามข้อตกลง-อะไหล่มือสองลูกค้ารับทราบตั้งแต่ต้น ชี้ยังไม่ได้รับค่าซ่อม 1.3 ล้าน

“ใหญ่ V10 Garage” เปิดใจโต้ทุกประเด็น ยันซ่อม Alphard ตามข้อตกลง-อะไหล่มือสองลูกค้ารับทราบตั้งแต่ต้น ชี้ยังไม่ได้รับค่าซ่อม 1.3 ล้าน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่อู่ V10 Garage อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นายใหญ่ เจ้าของอู่ V10 Garage แถลงชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อดัง โดยเฉพาะกรณีรถยนต์ Toyota Alphard ของคู่รักอินฟลูเอนเซอร์ “มอส-เจีย” ที่มีข้อร้องเรียนเรื่องการซ่อมไม่ได้มาตรฐาน สลับอะไหล่ และเรียกเก็บค่าซ่อมเกินจริง

นายใหญ่ระบุว่า รถคันดังกล่าวเข้าซ่อมกับอู่ในฐานะอู่นอกเครือบริษัทประกันภัย โดยประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นไว้ 1.72 ล้านบาท ขณะที่บริษัทประกันอนุมัติวงเงิน 850,000 บาท ก่อนมีการเจรจาปรับเพิ่ม 1.3 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ายืนยันเลือกซ่อมกับอู่แห่งนี้และมีการทำสัญญาจ้างซ่อมอย่างชัดเจน

เจ้าของอู่ยืนยันว่า การใช้อะไหล่มือ1หรือมือ2เป็นเงื่อนไขที่บริษัทประกันภัยอนุมัติ โดยลูกค้าได้รับข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ต้น พร้อมมีเอกสารประกอบการพิจารณาราคา เนื่องจากหากใช้อะไหล่ใหม่ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ามาก

ภายหลังจากมีประเด็นในรายการ ได้นำรถไปตรวจที่อู่กลาง นายใหญ่จึงส่งหนังสือถึงอู่กลางเพื่อขอเอกสารตรวจจากอู่กลางแต่ก็ไม่ได้รับเอกสาร อู่กลางได้ส่งหนังสือกลับมาว่าไม่สามารถให้ผลตรวจได้ หลังซ่อมเสร็จ รถยังผ่านการตรวจรับจากบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าสินไหม และมีการนำรถเข้าตรวจสภาพเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการ Toyota แห่งหนึ่งย่านรังสิตเพื่อยืนยันความพร้อมในการใช้งาน โดยผลการตรวจไม่พบปัญหาที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและสามารถใช้งานได้ตามปกติ และมีเพียงการเก็บสีและกระจกเพิ่มก่อนที่ลูกค้าจะรับรถกลับไปใช้งานได้ปกติ มีการไปเชียงราย ระยอง ทำกิจกรรมตามปกติ


ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาในรายการว่าอู่เปลี่ยนอะไหล่เพียง 11 รายการจากรายการเสียหายกว่า 80 รายการ และมีการเปลี่ยนโช้คอัพใหม่เพียงต้นเดียว นายใหญ่ได้นำอะไหล่ที่ถอดเปลี่ยนจริงจำนวนเกือบ 100 ชิ้นมาแสดงต่อสื่อมวลชน พร้อมระบุว่าโช้คอัพที่เปลี่ยนใหม่เพียงข้างเดียวไม่เป็นจริงไปตามกล่าวหา พร้อมคลิปผลการตรวจของอู่กลางมายืนยัน  

นายใหญ่ยังเปิดคลิปเสียงที่บันทึกไว้ระหว่างการตรวจสภาพรถ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการเปลี่ยนชิ้นส่วนช่วงล่างมากกว่าที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่าข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะบางส่วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

สำหรับประเด็นการชำระเงินค่าซ่อม เจ้าของอู่เปิดเผยว่า หลังลูกค้านำรถกลับไปใช้งานตามปกติ กลับไม่ชำระค่าซ่อมตามยอดที่ตกลงไว้ 1.3 ล้านบาท โดยส่งหนังสือผ่านทนายความแจ้งว่าจะจ่ายเพียง 531,516 บาท และนำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่กรมบังคับคดี ซึ่งอู่ไม่ยินยอมรับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้และอู่กลางปล่อยรถให้คู่กรณีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทางอู่

นายใหญ่กล่าวอีกว่า ฝ่ายคู่กรณีได้แสดงจุดยืนว่าจะชำระเพียงจำนวนดังกล่าวเท่านั้น และหากอู่ต้องการเรียกร้องเงินส่วนที่เหลือก็สามารถไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลได้ ทำให้ปัจจุบันข้อพิพาทเรื่องค่าซ่อมยังไม่ได้ข้อยุติ และยังไม่มีการชำระเงินตามจำนวนที่อู่เรียกร้อง

ทั้งนี้ นายใหญ่ได้นำหลักฐาน เอกสาร และคลิปบันทึกต่าง ๆ ชี้แจงต่อสื่อมวลชน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าอู่ดำเนินการซ่อมรถตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่ได้ตกลงกับลูกค้าและบริษัทประกันภัยทุกประการ

////

เคสที่ 2 อู่โต้หญิงคู่กรณี ยันไม่ใช่เจ้าของรถตัวจริง (ปอเช่สีขาว)พร้อมเปิดบันทึกประจำวันคลิปยืนยันสภาพรถจากเจ้าของตัวจริง

นายใหญ่ยังชี้แจงถึงอีกกรณีหนึ่งที่ถูกนำไปร้องเรียนผ่านรายการโทรทัศน์ โดยระบุว่าหญิงคู่กรณีรายดังกล่าวไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงและไม่ได้เป็นเจ้าของรถตัวจริง แต่ได้ออกมาให้ข้อมูลกล่าวหาว่าทางอู่มีการถอดอะไหล่ รื้อชิ้นส่วนรถ และดำเนินการต่าง ๆ นอกเหนือจากการซ่อมแซมตามปกติ

เจ้าของอู่ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทกับหญิงรายดังกล่าวไว้แล้ว และมองว่าการออกมาให้ข้อมูลผ่านสื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขอให้มีการถอนคดี

นายใหญ่ได้นำเอกสารบันทึกประจำวันมาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าในเอกสารดังกล่าวมีการบันทึกไว้ว่า เจ้าของรถได้ให้ช่างผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์เข้าตรวจสอบสภาพรถ รวมถึงตรวจเช็กอะไหล่และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละเอียดแล้ว ผลการตรวจสอบเป็นที่พอใจ และยืนยันว่าอะไหล่ของรถยังอยู่ครบถ้วนถูกต้องทุกประการ ก่อนจะนำรถออกจากอู่ เจ้าของตัวจริงได้มีการชำระเงินค่าซ่อมบางส่วนจำนวน 200,000 บาท พร้อมยืนยันว่ารถไม่มีปัญหาจากการซ่อมแซมแต่อย่างใดๆ

ทั้งนี้ ทางอู่ได้บันทึกภาพและคลิปวิดีโอในวันส่งมอบรถไว้เป็นหลักฐาน และได้นำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการถอดหรือสลับอะไหล่ของรถคันดังกล่าว


////

เคสที่ 3 รถเทสลา “โครงไก่” เจ้าของอู่ยันซ่อมได้หากอะไหล่ครบ ชี้ติดปัญหาลูกค้าไม่ชำระค่าอะไหล่ต่อเนื่อง

นายใหญ่ เจ้าของอู่ V10 Garage ยังได้ชี้แจงกรณีรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะเป็น “รถโครงไก่” จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

โดยระหว่างการแถลงข่าว นายใหญ่ได้นำรถ Tesla รุ่นใหม่ล่าสุดอีกคันหนึ่งที่ซ่อมเสร็จแล้วมาแสดงต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อยืนยันว่าการซ่อมรถประเภทดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่ถูกกล่าวหา หากมีอะไหล่ครบถ้วนก็สามารถดำเนินการซ่อมได้อย่างรวดเร็ว โดยยกตัวอย่างรถอีกคันที่สามารถซ่อมแล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน หลังจากอะไหล่ครบถ้วนทุกรายการและพร้อมเปิดให้สื่อมวลชนตรวจสอบสภาพรถจริง

สำหรับกรณีรถ Tesla ที่ถูกเรียกว่า “รถโครงไก่” นายใหญ่ระบุว่า รถคันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนได้รับความเสียหายหนัก อีกทั้งยังจมน้ำ ทำให้การประเมินความเสียหายจำเป็นต้องรื้อชิ้นส่วนหลายจุดเพื่อตรวจสอบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละเอียด

เจ้าของอู่ยืนยันว่า การรื้อชิ้นส่วนรถเป็นไปตามขั้นตอนการตรวจสอบและซ่อมแซมตามสัญญาจ้าง มิใช่การกระทำโดยไม่มีเหตุผล พร้อมพาสื่อมวลชนเดินตรวจดูสภาพรถจริงภายในอู่ โดยชี้ให้เห็นว่าหากไม่มีการรื้อชิ้นส่วนออกมาตรวจสอบ ก็ไม่สามารถทราบได้ว่ามีจุดใดได้รับความเสียหายเพิ่มเติมจากอุบัติเหตุหรือจากการจมน้ำบ้าง

นายใหญ่ยังกล่าวอ้างว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้รถคันดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการซ่อมของอู่ แต่เป็นเพราะเจ้าของรถได้ทำสัญญาว่าจ้างซ่อมไว้แล้ว ก่อนจะหยุดชำระค่าอะไหล่และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสั่งซื้ออะไหล่และซ่อมต่อได้ตามแผนงาน

นอกจากนี้ เจ้าของอู่ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภายหลังเจ้าของรถไปออกรายการโทรทัศน์และระบุว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย พร้อมเรียกร้องขอรับเงินคืนและขอรถคืน ขณะที่ในมุมของอู่มองว่ารถคันดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการซ่อมแซมตามสัญญาจ้างที่ยังไม่สิ้นสุด

ท้ายที่สุด นายใหญ่ยืนยันว่า รถคันดังกล่าวสามารถซ่อมให้แล้วเสร็จได้ หากได้รับการสนับสนุนด้านอะไหล่และค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ พร้อมย้ำว่าการรื้อสภาพรถในลักษณะที่ปรากฏต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบความเสียหายที่จำเป็น และไม่ใช่การปล่อยรถทิ้งไว้โดยไม่มีการดำเนินการตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ปัจจุบันยังรอ ชำระค่าอะไหล่เพื่อซ่อมให้แล้วเสร็จตามสัญญา 

///
เคสที่ 4 อู่โต้ปม “ไม่มีแอร์แบ็กและติดตั้งตัวหลอก ” ในรถ Benz GLA ยืนยันระบบทำงานจริง พร้อมเปิดคลิปตรวจสอบต่อหน้าสื่อ

นายใหญ่ เจ้าของอู่ V10 Garage ชี้แจงอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกกล่าวหาในโลกออนไลน์ กรณีรถยนต์ Mercedes-Benz GLA สีดำ ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่ารถที่ผ่านการซ่อมจากอู่ไม่มีถุงลมนิรภัย (Airbag) ของจริง และมีการติดตั้งอุปกรณ์ลักษณะเป็น “ตัวหลอก” แทน

นายใหญ่ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยระบุว่าสาเหตุที่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น มาจากการตรวจสอบของอู่อีกแห่งที่ไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับรถยนต์ จึงทำให้ผลการตรวจสอบคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายใหญ่ได้นำคลิปวิดีโอการตรวจสอบรถคันดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าเป็นการตรวจสอบต่อหน้าเจ้าของรถ และมีการดำเนินการบริเวณหน้า สภ.ปากคลองรังสิต เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบถุงลมนิรภัยของรถ

จากการตรวจสอบตามคลิปที่อู่นำมาแสดง พบว่าระบบถุงลมนิรภัยของรถยังสามารถทำงานได้ตามปกติ และไม่พบข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวหาว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์หลอกหรือไม่มีถุงลมนิรภัยอยู่ภายในรถแต่อย่างใด

นายใหญ่กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่จนสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของอู่ โดยยืนยันว่าการซ่อมแซมรถทุกคันดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพ และระบบต่างๆของสามารถใช้งานได้ตามปกติและรถยังมีวารันตรีของศูนย์บริการตามเดิม

///

เคสที่ 5 อู่เผยคดีรถเบนซ์ SLC จบชั้นพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ชี้เจ้าของรถเบิกเงินประกัน 1.2 ล้านบาทแล้ว แต่ยังไม่ชำระค่าซ่อม

นายใหญ่ เจ้าของอู่ V10 Garage กล่าวถึงกรณีรถยนต์ Mercedes-Benz SLC สีดำ ของเจ้าของรถหญิงรายหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นประเด็นในรายการโทรทัศน์ชื่อดังเกี่ยวกับเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและข้อพิพาทระหว่างเจ้าของรถกับอู่

นายใหญ่ระบุว่า ก่อนหน้านี้ทางเจ้าของรถได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว แต่ล่าสุดผลการพิจารณาทางคดีได้ออกมาแล้ว โดยพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าว ทำให้ประเด็นทางอาญาในส่วนนี้ยุติลง

อย่างไรก็ตาม เจ้าของอู่อ้างว่า ปัจจุบันเจ้าของรถได้ดำเนินการเบิกค่าสินไหมค่าซ่อมรถจากบริษัทประกันภัยเป็นจำนวนประมาณ 1.2 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าซ่อมดังกล่าวให้กับทางอู่ แม้ว่ารถจะได้รับการซ่อมแซมจนแล้วเสร็จแล้วก็ตาม

นายใหญ่กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่สามารถติดต่อเจ้าของรถได้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานะของรถคันดังกล่าว โดยคาดว่ารถอาจยังอยู่ภายใต้สัญญาเช่าซื้อหรือมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน

เจ้าของอู่ระบุว่า หากในอนาคตบริษัทไฟแนนซ์เข้ามาดำเนินการยึดรถคืน ขณะที่ค่าซ่อมยังไม่ได้รับการชำระ อาจส่งผลให้ทางอู่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้ลงทุนทั้งค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าอะไหล่ในการซ่อมรถจนแล้วเสร็จไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับชำระค่าซ่อมตามที่เรียกร้อง

ทั้งนี้ นายใหญ่ยืนยันว่า ทางอู่ยังคงต้องการให้คู่กรณีเข้ามาเจรจาและชำระค่าใช้จ่ายตามข้อเท็จจริง เพื่อให้ข้อพิพาทในส่วนนี้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว และไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องเพิ่มเติมในอนาคต

///

โต้ปมอดีตลูกจ้างแฉ “ซ่อมรถด้วย AI” ยันเป็นไปไม่ได้ พร้อมปฏิเสธมีผู้เสียหาย 11 ราย มูลค่า 35 ล้านบาท

นายใหญ่ เจ้าของอู่ V10 Garage ยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีบุคคลรายหนึ่งออกมาให้ข้อมูลผ่านสื่อ โดยกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้จัดการอู่ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ภาพที่สร้างจาก AI ในการประกอบการซ่อมรถและนำไปใช้เบิกค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย

นายใหญ่ยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวไม่เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการอู่แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวที่มีหน้าที่ขับรถและช่วยถ่ายคลิปวิดีโอในการทำงานเท่านั้น โดยภายในอู่มีเพียงตนเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่บริหารและเป็นผู้จัดการอู่

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ภาพที่สร้างจาก AI เพื่อเบิกเงินประกันภัยนั้น นายใหญ่ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากกระบวนการเบิกค่าสินไหมประกันภัยมีขั้นตอนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบความเสียหาย การประเมินราคา การตรวจสภาพรถ และการตรวจสอบอะไหล่ที่มีการเปลี่ยนหรือถอดคืน

เจ้าของอู่ระบุว่า ในหลายกรณีบริษัทประกันภัยยังมีการตรวจรับอะไหล่ที่เสียหายกลับคืน รวมถึงมีเอกสารและหลักฐานประกอบการพิจารณาอย่างครบถ้วน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เพียงภาพที่สร้างจาก AI มาเป็นหลักฐานในการเบิกค่าสินไหมได้
นอกจากนี้ นายใหญ่ยังนำเอกสารบางส่วนมาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานแสดงว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาขอยืม