นนทบุรี คดีพลิก คู่กรณีช่างแอร์เจ็บสาหัสเปิดใจ เป็นฝ่ายถูก 4 รุม 1 ก่อนเพื่อนช่างแอร์ถือพวงมาลัยขอขมาแล้ว 2 คน
นนทบุรี คดีพลิก คู่กรณีช่างแอร์เจ็บสาหัสเปิดใจ เป็นฝ่ายถูก 4 รุม 1 ก่อนเพื่อนช่างแอร์ถือพวงมาลัยขอขมาแล้ว 2 คน
จากกรณีที่ น.ส.นริศรา อายุ 46 ปี ออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกชาย คือ นายชัยวิทย์ อายุ 26 ปี ช่างแอร์ หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกใบหน้าแตกหลายจุด ตาบวม และมีรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย เหตุเกิดช่วงกลางดึกวันที่ 9 มิถุนายน ภายในซอยบ้านกล้วย อ.บางบัวทอง โดยผู้บาดเจ็บอ้างว่าหลังมีปากเสียงและชกต่อยกับชายคนหนึ่งเพียงคนเดียว คู่กรณีได้โทรศัพท์เรียกพรรคพวกมาสมทบก่อนรุมทำร้ายจนหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล อีกทั้งทรัพย์สินส่วนตัวยังสูญหาย และยังทราบว่าคู่กรณีได้ตามไปถึงโรงพยาบาล ทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัย พร้อมระบุว่ามีการข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับความเป็นธรรม
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจาก นายพรรษา อุดมผล อายุ 35 ปี เจ้าของลอฟท์คาแคร์ พร้อมด้วยภรรยา น.ส.ณัฏฐ์ธนัท หรืออาร์ อุดมผล อายุ 35 ปี ซึ่งออกมาชี้แจงว่า ฝ่ายตนเองต่างหากที่เป็นผู้เสียหายและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมนำแชทหลักฐานที่พูดคุยกับแฟนสาวคู่กรณีที่ร้องเรียนมายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ตามที่ระบุในข่าว พร้อมนำกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพขณะเกิดเหตุเวลา 04.09 น. บันทึกภาพขณะนายพรรษา เดินไปหากลุ่มคู่กรณีเพื่อขอความช่วยเหลือจากนั้นผ่านไปไม่นานถูกกลุ่มคู่กรณี 4 คน รุมทำร้ายร่างกาย
โดยนายพรรษาเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงกับแฟนและได้เดินกลับบ้านเพียงลำพัง ระหว่างทางพยายามหากุญแจรถที่ทำหาย จนพบชาย 2 คนอยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยความเป็นห่วงรถจึงตัดสินใจเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือให้ไปส่ง โดยยืนยันว่าไม่ได้พูดจาข่มขู่หรือหาเรื่องแต่อย่างใด
นายพรรษาระบุว่า หนึ่งในชายทั้งสองคนชื่อ “โชค” บอกกับตนว่าเพื่อนเมา ส่วนอีกคนคือนายรุจ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและออกมาร้องเรียน ได้พูดจาไม่ดีใส่ตน ก่อนจะมีการโต้เถียงกัน กระทั่งนายรุจพูดทำนองว่า “กูไม่ไป ทำไม จะยิงหรือ มีปืนเหรอ” ตนจึงเปิดกระเป๋าย่ามให้ดูเพื่อยืนยันว่าไม่มีอาวุธปืน จากนั้นนายรุจและเพื่อนอีกคนได้เดินเข้ามา ทำให้เกิดเหตุชกต่อยกันขึ้น โดยตนรู้สึกว่าถูกรุมทำร้ายจึงพยายามถอยไปอยู่ในจุดที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานได้
นายพรรษากล่าวอีกว่า ภายหลังได้มาตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์รวม 4 คน ได้แก่ ผู้ชายชื่อไอซ์ ผู้หญิงชื่อเฟียส รวมกับนายรุจและโชค โดยยืนยันว่าตนไม่เคยรู้จักคนกลุ่มนี้มาก่อน และไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือก่อน แต่ฝ่ายคู่กรณี โดยเฉพาะ น.ส.เฟียส เป็นคนใช้เท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของตนก่อน จึงต้องป้องกันตัวกลับไป ยอมรับว่ามีการโทรศัพท์เรียกน้องชายมาช่วยเหลือในช่วงที่ตำรวจใกล้เดินทางมาถึง โดยเมื่อน้องชายมาถึง กลุ่มคู่กรณีได้วิ่งหลบหนีออกไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าควบคุมสถานการณ์
ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าตามไปถึงโรงพยาบาล นายพรรษาชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ก่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลพิมลราชเพื่อใช้สิทธิการรักษา โดยไปเพียงเพื่อแจ้งเรื่องสิทธิ์การรักษาและนั่งรออยู่บริเวณบันได ไม่ได้เข้าไปก่อเหตุหรือคุกคามใคร ขณะเดียวกันยืนยันว่าหากอีกฝ่ายต้องการดำเนินคดีก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ แต่หากจะเจรจาก็ควรพูดคุยกันที่สถานีตำรวจ
ด้าน น.ส.ณัฏฐ์ธนัท ภรรยาของนายพรรษา กล่าวว่า กรณีที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่ามีการขโมยโทรศัพท์มือถือนั้น ความจริงโทรศัพท์พร้อมบัตรและกระเป๋าสตางค์ของคู่กรณีถูกนำมาวางไว้ที่ป้อมยามของหมู่บ้าน โดยทางนิติบุคคลได้แจ้งให้ทราบและตนก็รีบติดต่อไปแจ้งให้อีกฝ่ายมารับทรัพย์สินคืน ซึ่งขณะนี้ทรัพย์สินของคู่กรณีได้รับคืนครบถ้วนแล้ว
นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐ์ธนัท ยังระบุอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนและสามีเป็นห่วงอาการของผู้บาดเจ็บมาโดยตลอด มีการติดต่อสอบถามอาการและพยายามช่วยเหลือเรื่องการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการแนะนำให้ย้ายโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่มีความพร้อมมากกว่า พร้อมยืนยันว่าไม่เคยข่มขู่หรือคุกคามอีกฝ่ายผ่านโซเชียลมีเดีย การโพสต์ข้อความต่าง ๆ เป็นเพียงการตามหาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำข้อมูลส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
ภรรยาของนายพรรษายังกล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดและข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน พบว่าสามีตนเป็นฝ่ายถูกรุมทำร้ายจนล้มลงหลายครั้ง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมย้ำว่าสามีไม่ต้องการเอาเรื่องถึงที่สุด หากคู่กรณีเข้ามาพูดคุยและขอโทษกันก็พร้อมที่จะหาทางออกร่วมกันได้ ต้นตอนนี้ฝ่ายคู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษแล้วสองราย คือนายโชค และน.ส.เฟียส
ต่อมา น.ส.เฟียส อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่กรณี ได้เดินทางพร้อมมารดา นำกระเช้าและพวงมาลัยเข้ากราบขอขมานายพรรษาและ น.ส.ณัฏฐ์ธนัท พร้อมกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นไปด้วยความสงบ โดยทั้งสองฝ่ายยังคงรอผลการดำเนินคดีและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นทางการต่อไป



