วันพุธ, มิถุนายน 10, 2026
Latest:
ในประเทศ

ปราจีนบุรี วิกฤต ภาคประชาชนลุกฮือต้าน EEC จังหวัดที่ 4 แฉรายงานผลศึกษา ชี้ชะตากรรมเป็นเพียง “หลังบ้าน” และ “ถังขยะโลก” หลังทนพิษกากอุตสาหกรรมล้นเมืองกว่า 3 ทศวรรษ

ปราจีนบุรี วิกฤต ภาคประชาชนลุกฮือต้าน EEC จังหวัดที่ 4 แฉรายงานผลศึกษา ชี้ชะตากรรมเป็นเพียง “หลังบ้าน” และ “ถังขยะโลก” หลังทนพิษกากอุตสาหกรรมล้นเมืองกว่า 3 ทศวรรษ

 

ปราจีนบุรี – ภาคประชาชนจังหวัดปราจีนบุรีจับมือเครือข่ายสิ่งแวดล้อม เปิดเวทีสาธารณะชำแหละอนาคตจังหวัด หลังรัฐบาลเตรียมดันเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดที่ 4 เผยผลศึกษาสุดช็อก ปราจีนบุรีกำลังกลายเป็น “ถังขยะโลก” รองรับกากพิษและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติจากผลพวงการยกเว้นผังเมือง ด้านชาวบ้านลั่นไม่เอาความเจริญจอมปลอม หวั่นโรงงานรุกคืบพื้นที่กันชนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ย้ำระบบนิเวศพังทลาย-เกษตรอินทรีย์ล่มสลายแน่

 

 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี ณ วัดมุ่งประสิทธิ์วราราม ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กลุ่มภาคประชาชน “ปราจีนบุรีเข้มแข็ง” ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี ได้จัดเวทีสาธารณะในหัวข้อ “ทางเลือกของปราจีนบุรี กับ EEC”ภายในงานมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศเข้าร่วมให้ข้อมูล อาทิ ดร.สมนึก จงมีวศิน (EEC Watch) และคุณพรพนา ก๊วยเจริญ (Land Watch Thai) พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานการศึกษาฉบับล่าสุดในชื่อ “ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC”

 

 

รายงานผลการศึกษาดังกล่าวสรุป ระบุว่า … ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอศรีมหาโพธิ และ อำเภอกบินทร์บุรี กำลังเผชิญกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นจุดรองรับโรงงานลำดับที่ 101 (ปรับปรุงคุณภาพสิ่งปฏิกูล), 105 (คัดแยกขยะ) และ 106 (รีไซเคิล) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่เป็นธรรมปมปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนี้ฝังรากลึกมานานกว่า 30 ปี โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญ 2 ประการ คือ:คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559: ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวม ส่งผลให้โรงงานกำจัดและรีไซเคิลขยะสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมและใกล้ชุมชนได้อย่างเสรีนโยบายแบนขยะของจีน (2561):

 

 

หลังจากจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิล ส่งผลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากพิษมหาศาลทะลักเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีปราจีนบุรีเป็นศูนย์กลางเครือข่ายรองรับที่สำคัญ และโยงใยกับกลุ่มทุนจีนสีเทา

 

 

คณะผู้ศึกษาชี้ว่านี่คือ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่รัฐผลักภาระต้นทุนความเสียหายมาให้ชุมชน โดยยกกรณีตัวอย่างความล้มเหลวในการกำกับดูแลของรัฐ เช่น เหตุเพลิงไหม้บ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม ของบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งพบการฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรง ทั้งแอบทำระบบบำบัดน้ำเสียเถื่อนและเทกองกากอุตสาหกรรมกลางแจ้ง

 

การลักลอบขนกากแคดเมียม สารก่อมะเร็งร้ายแรงที่มีเส้นทางเชื่อมโยงมายังนิคมอุตสาหกรรมบ่อทองวิกฤตสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 แม้ภาครัฐจะพยายามยืนยันความปลอดภัย แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการตรวจหาตรวจสอบสารตกค้างเอง

 

 

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมสุดวิสัยของผู้ประกอบการที่พยายามขัดขวางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การจงใจขุดคูน้ำปิดกั้นหน้าโรงงานไม่ให้เข้าตรวจ

 

 

‘คุณสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เปิดเผยว่า กระบวนการศึกษาและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการขยายพื้นที่ EEC มายังปราจีนบุรี ยังขาดความครอบคลุม มีการละเลยประเด็น “มลพิษจากกากขยะอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในพื้นที่ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวไม่ควรถูกส่งตรงให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาโดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากคนในพื้นที่ก่อน

 

 

ขณะที่ตัวแทนภาคประชาชนอีกท่านให้ข้อมูลเสริมว่า รายงานความเหมาะสมดังกล่าวมีการตัดเรื่องขยะอุตสาหกรรมออกไป ทั้งที่ชาวบ้านพยายามนำเสนอมาตลอด อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้รับฟังความคิดเห็นมีเพียง 1,000 กว่าคน และมีผู้เห็นด้วยเพียงประมาณ 500 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากและไม่สามารถเป็นตัวแทนของคนทั้งจังหวัดได้

 

 

ด้าน คุณกัญจน์ ทัตติยกุล จากเครือข่ายเพื่อนตะวันออก แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผังเมืองใหม่ โดยระบุว่า จากบทเรียนใน 3 จังหวัด EEC เดิม (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) พบว่ามีการลดทอนข้อกำหนดผังเมืองลง จากเดิมผังเมืองเคยประกาศกีดกันโรงงานอุตสาหกรรมได้ราว 70 ประเภท แต่ผังเมืองอีอีซีใหม่กลับเหลือข้อห้ามเพียง 20-30 ประเภท จากทั้งหมด 107 ประเภท”ที่น่ากลัวที่สุดคือ ผังเมืองอีอีซีไม่มีข้อห้ามในการตั้งนิคมอุตสาหกรรมใกล้พื้นที่ป่า แหล่งน้ำ หรือชายฝั่งทะเล หากนำมาใช้กับปราจีนบุรี อาจเปิดช่องให้เกิดการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลก ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้” ขณะที่ คุณกัญจน์ ระบุ

 

 

บรรยากาศในเวทีเสวนาเป็นไปอย่างดุเดือด ตัวแทนชาวบ้านหลากหลายกลุ่มได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน นายสมควร ศรีบุบผา (ชาวบ้านหมู่ 8 ต.นนทรี) “แม้ภาครัฐจะโฆษณาชวนเชื่อถึงความเจริญที่จะเข้ามา แต่เมื่อมาฟังข้อมูลจริง ๆ แล้ว สิ่งที่พวกเราจะได้รับไม่ใช่ความรุ่งเรือง แต่เป็นภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะทำลายบ้านเกิดของเรามากกว่า

 

“คุณบิว (อายุ 27 ปี) ตัวแทนคนรุ่นใหม่: ปฏิเสธวาทกรรมของรัฐที่มักตราหน้าว่าชาวบ้านขัดขวางความเจริญ “โครงการนี้ให้ผลเสียมากกว่าผลดี ทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิงไปป้อนกลุ่มทุนอุตสาหกรรม นี่คือการทำลายโดยอ้างความเจริญ อย่าปล่อยให้บ้านเรากลายเป็นถังขยะของโลก

 

 

“คุณพิสันต์ สายแสง (อายุ 62 ปี) เกษตรกรจากตำบลเขาไม้แก้ว: “ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซีเดิม รัฐยังแก้ให้ดีขึ้นไม่ได้เลย แล้วจะมาขยายพื้นที่เพิ่มทำไม ปราจีนบุรีเป็นเมืองธรรมชาติ ไม่ควรนำอุตสาหกรรมสกปรกเข้ามามอมเมา

 

 

“คุณรัตนะ ศรีวรกุล ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี: วิจารณ์ว่า การพัฒนาของรัฐเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ในขณะที่ชาวบ้านกำลังร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนทั้งนี้ ชาวบ้านประเมินว่าหากปราจีนบุรีถูกลากเข้าสู่ EEC จะเผชิญความเสียหายหนักกว่า 3 จังหวัดเดิมถึง 2 เท่า เพราะขนาดในปัจจุบันที่ยังไม่ได้เข้าโครงการ การจัดการปัญหาลักลอบทิ้งขยะพิษของหน่วยงานรัฐก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอยู่แล้ว

 

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลเขาไม้แก้ว ได้เสนอแนวคิดปรับกลยุทธ์การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นแบบ “เชิงรุก” โดยตั้งเป้าลงพื้นที่สร้างความตระหนักรู้ระดับตำบลชาวบ้านจะใช้กิจกรรมจิตอาสาทางสังคม เช่น การรวมกลุ่มกวาดลานวัด เป็นกุศโลบายในการเปิดพื้นที่พูดคุยและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของ EEC แก่ชาวบ้านในชุมชน โดยตั้งเป้าหมายหามวลชนร่วมอุดมการณ์ให้ได้ตำบลละอย่างน้อย 100 คน เพื่อสร้างพลังบริสุทธิ์ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของตนเอง

 

 

ท้ายที่สุด ภาคประชาชนได้ยื่นคำขาดเรียกร้องให้รัฐบาลกลับไปทบทวนและแก้ไขปัญหามลพิษในเขต EEC 3 จังหวัดเดิมให้เสร็จสิ้นและเห็นผลเป็นรูปธรรมก่อน แทนที่จะดันทุรังผลักดันการขยายพื้นที่ซึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเสียต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปมเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของชาวบ้านในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้จังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็น “พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดที่ 4” ต่อจากระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้มีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความหวั่นวิตกของประชาชนเรื่องการรุกรานของทุนข้ามชาติ

 

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ตัวแทนภาคประชาชนได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขอให้ทบทวนแผนการดังกล่าวแล้ว และการจัดเสวนาชำแหละรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้ (10 มิถุนายน) ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชาวบ้านจะใช้ขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

 

สถิติจำนวนใบอนุญาตโรงงานประเภท 101, 105, 106 ในจังหวัดปราจีนบุรีจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบตัวเลขอันน่าตกใจเกี่ยวกับโรงงานจำพวกจัดการขยะและรีไซเคิลในพื้นที่ ดังนี้:พื้นที่จำนวนใบอนุญาตโรงงาน (ประเภท 101, 105, 106) สัดส่วนการกระจุกตัวอ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ101 ใบอนุญาต80% อำเภออื่น ๆ ในจังหวัด25 ใบ อนุญาต20% รวมทั้งจังหวัด126 ใบ อนุญาต100%

 

 

ตัวเลขการกระจุกตัวของโรงงานขยะและรีไซเคิลที่สูงถึง 80% ในสองอำเภอนี้ สะท้อนเด่นชัดว่า ปราจีนบุรีได้กลายเป็นพื้นที่แบกรับกากของเสียอุตสาหกรรมจนเกินขีดความสามารถรองรับของระบบนิเวศแล้ว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนต้องออกมาขีดเส้นตาย จี้ให้รัฐหยุดแผนการนำจังหวัดเข้าสู่โครงการ EEC ก่อนที่เมืองธรรมชาติแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองร้างสารพิษอย่างถาวร

 

มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว /ณัฐนันท์ – ทองสุข – ภาพ / ปราจีนบุรี ###