นนทบุรี คืบหน้า จับแล้วชายก่อเหตุชิงทรัพย์อาม่า วัย 75 ปี ปัดไม่ได้ทำ พบประวัติก่อเหตุอื้อ ด่านักข่าวถามไร้สาระ
นนทบุรี คืบหน้า จับแล้วชายก่อเหตุชิงทรัพย์อาม่า วัย 75 ปี ปัดไม่ได้ทำ พบประวัติก่อเหตุอื้อ ด่านักข่าวถามไร้สาระ
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. 69 พ.ต.อ.ธรรศกร ก้อนทอง ผกก.สภ.บางบัวทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางบัวทอง ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายจิมมี่ อุเทนสุด อายุ 51 ปี (ผู้ต้องหา) บ้านเลขที่ 64 ซ.ชัยพฤกษ์ 26 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กทม. พร้อมด้วยของกลาง คือ 1.เสื้อแจ็คเก็ตที่ใช้สวมใส่วันเกิดเหตุ 2.กระเป๋าสะพายสีดำ โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ย่านตลิ่งชัน กทม. เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา คือ 1.ชิงทรัพย์ โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกต่อการกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย และจิตใจ 2.บุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ โดยใช้กำลังประทุษร้าย 3.ข่มขู่ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ 4.พกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร 5.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย
สืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุกระชากสร้อยคอนากหนัก 3 บาท ของนางเช็ง อายุ 75 ปี ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกบริเวณลำคอและศีรษะ ก่อนที่ลูกสาวจะนำตัวส่งโรงพยาบาลบางบัวทองเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
จากการสอบถามนายจิมมี่ ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธและขอไม่ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ โดยมีอารมณ์ฉุนเฉียวและต่อว่านักข่าวถามไร้สาระ อ้างว่าวันเกิดเหตุตนเองนอนเล่นอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน ไม่มีรถจยย. มีแต่จักรยานปั่น ส่วนแผลที่เข่าเพราะตนเองทำงานก่อสร้างที่บ้านแล้วล้ม ไม่ได้บาดเจ็บมาก ส่วนใครจะกล่าวหาอะไรก็ว่าไป ขอให้ศาลเป็นคนตัดสินเอง แต่หากตนเองไม่ผิดจริงก็จะต้องชดใช้ความเสียหายให้กับตนด้วย
นางยุพา ลือบางใหญ่ หรือ ป้าเช็ง อายุ 75 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้สึกสบายใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว เพียงเห็นหน้าตนก็จำได้แล้ว ตัวของคนร้ายได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุ และตนยังไม่ได้สร้อยนากคืน มูลค่าประมาณ 30,000-40,000 บาท ไม่รู้จะได้คืนหรือไม่ คนร้ายอุกอาจถึงขนาดเข้ามาก่อเหตุถึงภายในบ้าน ซึ่งวันนั้นตนรอใส่บาตรพระอยู่ พอเข้ามาบ้านได้เพียงไม่นานคนร้ายกล่าวหาว่าตนไปด่าภรรยาเขา ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปก่อนจะถูกผลักล้มศีรษะฟาดพื้นแตก และถูกสายกระเป๋าที่สะพายอยู่บาดคอได้รับบาดเจ็บ หลังจากนี้ก็ยังต้องออกไปใส่บาตรอยู่เหมือนเดิม แต่คงจะระวังตัวมากขึ้น ส่วนคนร้ายก็ขอให้ได้รับกรรมตามผลของการกระทำ
น.ส.พิชาธร สรรพนา อายุ 29 ปี (พลเมืองดี) *** เสื้อสีม่วง *** กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ดําเนินเรื่องได้ไวมาก รู้สึกปลอดภัยมาก หลังจากที่กังวลมาหลายวัน แต่เบื้องต้นคนร้ายให้การปฏิเสธ ยังไม่ยอมรับ แต่ตนมั่นใจว่าเป็นคนนี้แน่นอน ตนถามคนร้ายว่าจำได้ไหมที่ขู่จะทําร้ายตน แต่คนร้ายบอกว่าไม่ได้ทํา ฝากเตือนประชาชนที่อยู่กับผู้สูงอายุ อย่าใส่สร้อยทอง ของมีค่าเพราะมันอันตราย และไม่อยากให้คนร้ายออกมาจากคุก อยากให้อยู่ชดใช้กรรมในนั้นไปตลอด
ด้าน น.ส.ศุภลักษณ์ ยุพเรศ อายุ 49 ปี อาชีพพนักงานบริษัท (ผู้เสียหายเพิ่มเติมที่ถูกชิงทรัพย์ พื้นที่สภ.บางใหญ่ ได้เดินทางมาชี้ตัวคนร้าย) *** เสื้อสีดำ *** กล่าวว่า ตนโดนกระชากสร้อยวันที่ 7 มิ.ย. 69 ประมาณ 6.30 น. ขณะตนไปซื้อของที่ตลาดแล้วกลับมาบ้าน กำลังจะลงรถจยย. รู้สึกเหมือนมีคนกระชากคอจากข้างหลัง พอมองไปเห็นสร้อยคอล่วงไหลลงมาที่คอ ตนจึงเอามือกำไว้ และหันไปเห็นคนร้ายยืนอยู่ข้างรถจยย.อีกฝั่งนึงของซอยหมู่บ้าน ตนตกใจจึงหนีเข้าไปในรั้วบ้าน คนร้ายได้ยืนจ้องหน้าและได้พูดขู่ว่า “มึงระวังตัวไว้” ตนกลัวจึงรีบเข้าบ้านไป ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสร้อยโดนขโมย คิดแค่ว่าขาด แต่พอเอามาชั่งน้ำหนักดูพบว่าทองหายไป 3 กรัม แต่ตนยังไม่ได้ไปแจ้งความ ตอนกลางคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นเห็นข่าวอาม่าโดนกระชากสร้อย เลยเห็นว่าลักษณะคนร้ายใกล้เคียงกัน รูปพรรณสัณฐาน ส่วนสูง และเห็นว่าสถานที่ใกล้ๆกัน รวมถึงเวลาในการก่อเหตุก็ใกล้เคียงกัน เช้ามาตนจึงได้ไปแจ้งความที่สภ.บางใหญ่ วันนี้ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้แล้ว คิดว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ไม่ได้เห็นหน้าชัดเจนจากการดูข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน พบว่าสร้อยคอที่คนร้ายนําไปขายมีน้ําหนักเดียวกันกับสร้อยคอของตนที่หายไป จึงมั่นใจว่าเป็นรายเดียวกันแน่นอน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติผู้ก่อเหตุพบเคยก่อเหตุทำให้เสียทรัพย์ ,ชิงทรัพย์ ,พยายามฆ่า และ กระทำชำเรา หลายพื้นที่ ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

