ปทุมธานี สองพี่น้องอาชีพรับจ้างเย็บผ้าร้องผู้การและสื่อขอความเป็นธรรมจากเป็นโจทย์กลับกลายเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียกเงิน 3 แสน
ปทุมธานี สองพี่น้องอาชีพรับจ้างเย็บผ้าร้องผู้การและสื่อขอความเป็นธรรมจากเป็นโจทย์กลับกลายเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียกเงิน 3 แสน
เมื่อวันที 9 มิถุนายน 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้มีนางชมภู พลดี อายุ 53 ปี และนางสาว ธิดารัตน์ ศีรระแก้ว อายุ 42 ปี สองสาวพี่น้อง ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ขอความเป็นธรรมหลังจากที่ตนเป็นโจทย์ยื่นฟ้องกลุ่มนายทุนที่รับจำนำรถในข้อหา ร่วมกันยักยอกทรัพย์ แต่แล้วจู่ ๆ กลับตกเป็นจำเลย ในความผิดข้อหาให้การเท็จ ละเมิด ทำให้คู่กรณีเรียกฟ้องเงิน จำนวน 300.000 บาท (สามแสนบาท) ทำให้ทุกวันนี้เป็นทุกข์มากและต้องลำบากกว่าจะหาเงินมากินมาใช้ต้องรับจ้างเย็บผ้ารายได้ก็แค่ได้กินได้ใช้ไปวัน ๆ
ด้าน นางสาวธิดารัตน์ ศีรระแก้ว อายุ 42 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนและพี่สาว มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เรื่องจำนำรถ เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ตนเอารถยนต์ไปจำนำกับเพจรับจำนำรถแห่งหนึ่งในราคา 2 หมื่นบาท โดยขอจำนำไว้ไม่แค่ 1 เดือน แต่พอถึงวันที่ 4 กันยายน 2568 ครบกำหนดแล้วเมื่อตนจะไปไถ่คืน ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อและขอรับรถคืนได้ มีการทวงสอบถามมาโดยตลอด จนกระทั่งทางเขาปิดเพจหนีแล้วก็บล็อกทุกช่องทาง ทั้งเฟซ ทั้งไลน์ ทั้งเบอร์โทร แล้วก็ติดต่อเขาไม่ได้จนเท่าทุกวันนี้ ซึ่งตนมีหลักฐาน เมื่อไม่สามารถติดต่อได้ตนและพี่สาว จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง พื้นที่ส่งมอบรถ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 โดยจากที่พี่สาวเป็นโจทก์แต่ ๆ กลับกลายเป็นจำโดยไม่รู้เรื่องกฎหมาย ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ คือตนได้เอารถไปจำนำแล้วพอจะไถ่คืนไม่ได้คืนแถมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พี่สาวตนยังมีหมายจับออกฟ้องเรียกค่าเสียหายอีก 300.000 บาทอีก คดีพลิกกลายเป็นแบบว่าตนคือโจทก์กลับเป็นจำเลยแทนแล้วจะมาฟ้องตนอีกด้วย
นางสาวธิดารัตน์ ศีรระแก้ว ยังกล่าวแบบคนสิ้นหวังอีกว่า ทุกวันนี้ ตนและพี่สาวเดือดร้อนมาก รถก็ไม่ได้ใช้แถมต้องผ่อนกุญแจรถแทนอีก จึงอยากฝากคนที่คิดจะจำนำรถไปจำนำนั้น ต้องขอหลักฐานบัตรประชาชนอะไรจากเขา การที่จะจำนำเขาเราต้องมีหลักฐาน แล้วเราอย่าหลงไปเชื่อใครได้ง่าย ๆ ก็ฝากให้เคสของตนเองเป็นสิ่งเตือนใจของประชาชนทั่วไปว่า ทีหลังจะได้ไม่ต้องหลงกลกลุ่มพวกมิจฉาชีพแบบนี้อีก ในส่วนของ พนักงานสอบสวนที่มี พฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยพูดจา ไม่ดีกับประชาชนนั้น จะเป็นการใช้คำพูดในลักษณะตะคอกและขู่ให้ตนเองรู้สึกหวาดกลัว จนทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางมาร้องเรียนต่อผู้การปทุมธานีและสื่อมวลชนดังกล่าว
ทางด้าน พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ประเด็นการแจ้งความกล่าวหา ต้องตรวจสอบก่อนว่า ทางพนักงานสอบสวนหรือมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องคนไหน ได้มีการชี้นำผู้เสียหาย หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจนทำให้เกิดความเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ อีกทั้งความล่าช้าในการตามรถยนต์(รถที่จำนำ)นั้น ทางผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากการติดตามคดีที่ล่าช้า จนทราบว่าต้องหาเงินผ่อนกุญแจทั้งที่ไม่มีรถใช้ ในขณะที่การขยายผลหาผู้กระทำผิด ดังนั้นต้องตรวจสอบสำนวนสอบสวนว่า มีบุคคลอื่น หรือนิติบุคคล (บริษัท) ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พงษ์เพชร จุลจำเริญทรัพย์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ปทุมธานี และ พ.ต.ท.อธิวัฒน์ วังนิเทศ สว.ฝอ.ภ.จว.ปทุมธานี เร่งดำเนินการตรวจสอบและเร่งรัดในการตามสำนวนพร้อมทั้งติดตามเรื่องรถของผู้เสียหายว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน
ดังนั้น จึงฝากถึงประชาชนเวลาไปแจ้งความ ให้ยึดถือข้อเท็จจริงของตนเองเป็นหลัก อย่าหลงเชื่อทำตามคำบอกของผู้อื่นจนอาจกลายเป็นงูกัดหาง รถก็ไม่ได้คืนแถมเสี่ยงโดนฟ้องกลับอีก ในส่วนประเด็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางผู้เสียหายมีการกล่าวอ้างถึงพฤติกรรมไม่เหมะสมในการพูดจาต่อประชาชนนั้น จะดำเนินการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและจะต้องสอบปากคำผู้เสียหายทั้งสองฝ่าย ถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้ ซึ่งถ้าหากมีผู้เสียหายคนอื่น ๆ เคยเจอพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ขอให้แจ้งเข้ามา ซึ่งก็ต้องดำเนินคดีทางวินัยต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเสียก่อน ดังนั้นตนขอยืนยันว่า ถ้าเกิดเข้าข่ายที่ผู้เสียหายร้อง ก็ต้องดำเนินทางวินัยทันที เนื่องจากตำรวจเรามีวินัยอยู่แ
ล้ว

