ลูกสาวกำนันโต้กลับจ่าทหาร ร้อง “กัน จอมพลัง” ยันไม่เคยคิดหลอก ก่อนถูกตร.รวบกลางวงสัมภาษณ์
ลูกสาวกำนันโต้กลับจ่าทหาร ร้อง “กัน จอมพลัง” ยันไม่เคยคิดหลอก ก่อนถูกตร.รวบกลางวงสัมภาษณ์

จากกรณี นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้รับการร้องเรียนจาก “จ่านุ” อายุ 42 ปี อดีตจ่าทหารชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่าถูกหญิงสาวที่เคยคบหาและแต่งงานกัน ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้มีตำแหน่งในท้องถิ่น จ.สุรินทร์ หลอกลวงจนได้รับความเสียหายทางทรัพย์สิน ทั้งการชักชวนลงทุนทองคำเกือบ 3 แสนบาท ใช้บัตรเครดิตจนวงเงินเต็มทั้ง 2 ใบ รวมถึงมีการทำสัญญาซื้อรถยนต์ มูลค่าคันละกว่าล้านบาท จำนวน 2 คัน แต่ภายหลังกลับพบความผิดปกติว่ารถยนต์ทั้ง 2 คัน หายไปอย่างมีข้อสงสัย
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 29 พ.ค. 69 น.ส.ฝน (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี ชาว อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หญิงสาวซึ่งเคยคบหาดูใจกับ “จ่านุ” อดีตจ่าทหารชายแดน ไทย-กัมพูชา ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวอีกมุมของตัวเอง โดยได้โต้แย้งในทุกๆประเด็น เพราะสิ่งที่จ่านุพูดมีทั้งเรื่องจริง และไม่จริง โดยตนคบหาดูใจกับจ่านุ ขณะที่ไปปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจ่านุเป็นคนดี รักและเอ็นดูตนด้วย ต่อมาคบหากันไม่นานตนตั้งครรภ์ได้ 1 เดือน และตกเลือดจากไทรอยด์เป็นพิษ (ส่วนครั้งที่ 2 ยอมรับว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่โกหกเพื่ออยากให้จ่านุกลับมาอยู่ด้วย หลังรู้ว่ามีทะเบียนสมรส) จ่านุจึงไปสู่ขอตนกับพ่อแม่เพราะอยากแสดงความรับผิดชอบ โดยมีสินสอดเป็นเงินสด 100,000 บาท ทองคำ 3 บาท แต่ยังไม่สามารถกลับไปเอาทองคำที่บ้านต่างจังหวัดนำมาใส่ในพานขันหมากได้ ตนจึงจำเป็นต้องไปยืมทองคำของญาติมาแทน
ประเด็นการลงทุนทองคำนั้น ตนได้ทำการออมทองผ่านแอปฯเพื่อเกร็งกำไร ซึ่งจ่านุได้นำเงินมาร่วมลงทุน จำนวน 270,000 บาท หากมีกำไรก็โอนให้จ่านุทุกครั้ง ประมาณ 10,000 บาท แต่ปัจจุบันตนได้มีการถอนเงินออกมาซื้อทองรูปพรรณ น้ำหนัก 3 บาทแล้ว เนื่องจากเป็นส่วนที่ตนต้องได้ตามสัญญาตอนแต่งงาน
ต่อมา ตนจับได้ว่าจ่านุยังมีทะเบียนสมรส แต่อ้างว่าแยกกันอยู่แล้ว และจะยอมหย่าให้ตนสบายใจ จึงได้มีการพูดคุยเรื่องย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ จ.กาญจนบุรี และซื้อรถยนต์ โดยจ่านุเสนอตัวให้ใช้ชื่อทำสัญญา เพราะตัวเองเครดิตไม่ดี ซึ่งตนเป็นคนนำเงินดาวน์ 60,000 บาท ไปออกรถ และมีการให้จ่านุทำบัตรกดเงินสดเพื่อสร้างเครดิตก่อนออกรถ วงเงิน 40,000 บาท มีการกดมาใช้จ่ายส่วนตัวด้วยกัน ยืนยันไม่ใช่เงินที่ใช้ดาวน์รถยนต์แน่นอน แต่ยอมรับว่ารอบสองตนแอบสแกนใบหน้าจ่านุเพื่อจะเอาเงินของตนที่เสียไปคืน ไม่ว่าค่าที่ย้ายมาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี และทุกๆอย่าง
ประเด็นเรื่องการออกรถกระบะ 2 คัน พร้อมกัน เพราะไม่มั่นใจว่าไฟแนนซ์จะผ่านคันไหน แต่สุดท้ายไฟแนนซ์ผ่านทั้ง 2 คัน จากนั้น “น.ส.ชมพู” น้องสาวของรุ่นพี่ที่สนิท ได้มาขอยืมรถกระบะคันแรกไปใช้งาน ตนจึงปรึกษากับจ่านุ และเสนอรถกระบะคันที่ 2 ไปให้ “น.ส.ชมพู” ผ่อนต่อในชื่อของจ่านุ เพื่อตัดภาระ โดยมีการวางดาวน์เงินสด จำนวน 130,000 บาท แต่จริงๆต้องใช้เงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ตนจึงได้นำแหวนทองไปจำนำเพื่อนำเงินอีก 20,000 บาท ไปให้ครบ และนัดกันรับรถที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ใน จ.นครราชสีมา แต่ยังไม่ทันคุยหรือทำสัญญาร่วมกัน จ่านุกลับให้กุญแจรถกับน.ส.ชมพูไป เป็นเหตุให้รถกระบะหายทั้ง 2 คัน ซึ่งได้มีการแจ้งความและอยู่ระหว่างตามหารถ
ส่วนกรณีที่ว่าตนเป็นคนเกลี้ยกล่อมให้จ่านุไปถอนแจ้งความเรื่องรถกระบะคันแรก ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเพราะเขากลัวไฟแนนซ์ฟ้องร้องและติดคุก จึงไปถอนแจ้งความ มีแต่หารือปรึกษาทนาย เพราะต่อให้แจ้งความหรือไม่แจ้งความก็ต้องจ่ายงวดรถไปอยู่แล้ว
ซึ่งวันนี้ที่ตนเดินทางมาหา “กัน จอมพลัง” ก็เพื่อต้องการหาทางออกร่วมกัน ตนก็รับผิดชอบให้มาตลอด เพราะว่าจะให้เขามาจ่ายก็ไม่ใช่ เป็นความผิดของเราด้วย แต่พอจ่านุไปแจ้งความและมาร้องสื่อ ตนเลยหยุดจ่ายค่างวดรถ เพราะตำรวจแนะนำให้ไปพูดคุยกันที่โรงพักก่อน ที่ผ่านมาตนรักจ่านุมาก ไม่เคยคิดจะเลิก แต่พอมันเกิดเรื่องแบบนี้ก็ไปต่อไม่ได้แล้ว ส่วนพ่อแม่ตนเป็นคนดี หากจะด่าให้ด่าแค่ตนอย่าไปพาดพิงเขา เพราะพ่อแม่ตนไม่รู้เรื่องด้วย
ต่อมา “จ่านุ” อดีตจ่าทหารชายแดน ไทย-กัมพูชา ได้ขอเข้าร่วมเจรจาโดยมี “กัน จอมพลัง” เป็นคนกลาง ซึ่งต่างฝ่ายต่างพูดในมุมของกันและกัน โดยจ่านุ เล่าว่า ตนยอมรับว่ายังมีทะเบียนสมรส แต่แยกกันอยู่กับภรรยามานานแล้ว โดยที่ตนเป็นคนดูแลลูกชาย และภรรยาต้องการให้ลูกชายใช้สิทธิข้าราชการจึงไม่ยอมหย่า ที่ผ่านมา น.ส.ฝน โกหกตนหลายอย่าง เช่น ไม่เคยมีลูก อ้างเอาลูกเพื่อนมาเลี้ยงที่บ้าน แต่สุดท้ายคือลูกเขาเองกับสามีเก่า เรื่องรถกระบะทั้ง 2 คัน น.ส.ฝน เป็นคนพูดเองว่ารถอยู่กับเขา และตนมีคลิปเสียง ซึ่ง น.ส.ฝน เป็นคนขอร้องให้ตนถอนแจ้งความเรื่องรถกระบะคันแรกที่หายไป โดยรับปากว่าจะรับผิดชอบค่างวดรถ ทั้ง 2 คัน พอถึงวันจริงตนกลับต้องจ่ายค่างวดรถเองทุกคัน นอกจากนี้เรื่องกดเงินจากบัตรกดเงินสด ตนยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง และไม่ขอรับข้อเสนอในการแบ่งกันผ่อนชำระค่างวดรถคนละคันเพราะยอมถอนแจ้งความไปให้แล้ว
ด้าน กัน จอมพลัง กล่าวว่า วันนี้ตนได้เปิดโอกาส น.ส.ฝน ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และที่จ่านุขอมาพูดคุยในวันนี้เพราะอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันอีก เนื่องจากมีปัญหากัน หนี้สินทั้งหมดลำพังเงินเดือนของจ่านุมันไม่พอ และติดลบทุกเดือน ตนมองว่าทุกคนผิดพลาดกันได้ อยากให้หาข้อสรุปและหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลาย
นอกจากนี้ กัน จอมพลัง ยังได้ต่อสายถึงภรรยาจ่านุ ซึ่งเธอยืนยันว่าประเด็นเรื่องที่เธอรวมหัวกับจ่านุรีดเงิน 1 ล้าน อ้างค่าหย่า ไม่เป็นความจริง มีแต่ฝ่าย น.ส.ฝน ที่เสนอให้เองเพื่อต้องการให้เธอหย่า และยินดีหากจ่านุจะขอโอกาสกลับไปเป็นครอบครัวเดิม ที่ผ่านมารับรู้เรื่อง น.ส.ฝน มาโดยตลอด แต่ไม่เคยมาเรียกร้องอะไร
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด ได้นำหมายจับจากศาลจังหวัดรัตนบุรี ที่ 329/2568 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน,หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไป ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง” โดยนำตัว น.ส.ฝน ไปควบคุมขังไว้ที่โรงพัก ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ มารับตัวกลับไปดำ
เนินคดีตามกฎหมายต่อไป
