นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีในพื้นที่เกาะพะงัน
ผบ.ตร. มอบ พล.ต.อ.สำราญฯ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ เปิดปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน
ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีในการกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน การทำงานโดยไร้ใบอนุญาต และการแย่งอาชีพคนไทย
ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย บนเกาะพะงัน ในห้วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน มีการดำเนินคดีกับบริษัทซึ่งต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินี จำนวน 29 คดี ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 2 คดี
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ฝ่ายความมั่นคง) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ครั้งที่ 1 ตรวจค้นบริษัทกฎหมายและบัญชีที่ช่วยเหลือให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจและซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยผิดกฎหมาย (บริษัทต้นน้ำ) และบริษัทที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจในลักษณะให้คนไทยถือหุ้นแทน หรือการเป็นนอมินี (บริษัทกลางน้ำ) กล่าวคือ พบว่ามีคนไทยหลายคนมีชื่อเป็น ผู้ถือหุ้นและกรรมการในหลายบริษัท ในลักษณะถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยเมื่อตรวจสอบแล้วบุคคลดังกล่าวมีบัตรประกันสังคม จึงมีลักษณะเป็นลูกจ้าง หรือพนักงานบริษัท หรือเป็นผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ซึ่งไม่มีทางที่จะมีเงินไปลงทุน หรือถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ได้เลย และส่วนหนึ่งพบว่าคนไทย ดังกล่าวคือกลุ่มพนักงานหรือญาติพี่น้องของบริษัทกฎหมายและบัญชี ที่ช่วยเหลือจดทะเบียนนั่นเอง อีกทั้ง มีที่ตั้งบ้านเลขที่เดียวกับบริษัทกฎหมายและบริษัทบัญชีทำให้พบว่ามีบริษัทของคนต่างชาติรวมกัน ในบ้านเลขที่ หลังเดียวกว่า 100 บริษัท นอกจากนั้นยัง มีการนำชื่อคนไทยไปใส่เป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้น ไขว้กันไปมาในหลายบริษัท ผลการตรวจค้นเป้าหมาย ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน จำนวน 37 คดี
วันนี้ (23 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ด้านความมั่นคง) พร้อมด้วย พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการรประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ครั้งที่ 2 ใดยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อมุ่งเป้าดำเนินคดีกับกลุ่มคนต่างด้าวที่ใช้บริษัทนอมินีในการกว้านซื้อและครอบครองที่ดินบนเกาะพะงัน (กลุ่มปลายน้ำ)
โดยได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้น บริษัท เอฟบี พร็อพเพอร์ตี้ส จำกัด ตั้งอยู่ ม.3 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน เปิดให้บริการสอนโยคะและจำหน่ายอาหาร ในชื่อ เดอะ โยคะ เฮ้าส์ เกาะพะงัน จากการสืบสวนสอบสวนพบว่าบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 8 แปลง ประมาณ 7.5 ไร่ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง) ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน มีคนไทยถือหุ้นร่วมกับ นายอิชายฯ สัญชาติอิสราเอล เกินกว่าร้อยละ 50 ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริง บริษัทดังกล่าว มีนายอิชายฯ เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยไม่ได้มีการลงทุนจริง

สรุปผลการปฏิบัติในวันนี้ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ไปซื้อและครอบครองที่ดินบนเกาะพะงัน ถือเป็นปลายน้ำ ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีจำนวน 32 บริษัท ที่ดิน 45 แปลง จำนวน 40 ไร่ 11.9 ตารางวา ศาลอนุมัติหมายจับ 45 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 15 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 21 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
กลุ่มที่ 2 กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 32 บริษัท ที่ดิน 38 แปลง จำนวน 38 ไร่ 7.5 ตารางวา ศาลได้อนุมัติหมายค้น 21 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของทั้ง 32 บริษัท
และตามนโยบายของ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบพื้นที่และกวดขันจับกุมต่างด้าวที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ตลอดจน กลุ่มคนต่างด้าวที่อยู่อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด (Overstay) จึงได้มีการตรวจสอบพื้นที่จนสามารถจับกุม Mr.Shabeel สัญชาติอินเดีย ซึ่งสิทธิการอยู่ต่อในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดไปแล้วกว่า 5 เดือน นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมชอบอาวุธปืน มีการถ่ายรูปกับทั้งอาวุธปืนสั้นและยาว เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบคีตามีน บรรจุถุงพลาสติกใส น้ำหนักสุทธิ 1.04 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบเกาะพะงันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม ประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในในรูปแบบใด กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็นหลายบัญชีโดยในส่วนที่สำคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่เกาะพะงัน แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง








