นนทบุรี คลิป แม่พาลูกชายวัย 10 ขวบ ร้อง “กัน จอมพลัง” บวชเณรภาคฤดูร้อน ถูกพระพี่เลี้ยงต่อยใบหน้าสาหัส วัดปัดรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 8 พ.ค. 69 นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้รับการร้องขอความเป็นธรรมจาก นางฐาวิณี ชูจันทร์ อายุ 37 ปี และน้องโฟโต้ ลูกชายวัย 10 ขวบ หลังไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช แต่กลับถูกพระพี่เลี้ยง อายุ 21 ปี ทำร้ายร่างกาย ต่อยเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง จนกระดูกใต้ตาหัก กระดูกโหนกแก้มแตก ไร้การเยียวยา วัดปัดความรับผิดชอบอ้างเป็นเรื่องส่วนบุคคล ปัจจุบันพระพี่เลี้ยงที่ก่อเหตุได้ย้ายไปอยู่วัดต้นสังกัดแล้ว ครอบครัวตั้งข้อสงสัยว่าหากมีคดีความยังสามารถบวชเป็นพระได้หรือไม่
นางฐาวิณี แม่ของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนได้พาลูกชายไปบวชเณรภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งหนึ่งในช่วงปิดเทอม โดยกิจกรรมมีตั้งแต่วันที่ 2-21 เม.ย. 69 เพื่อต้องการหากิจกรรมให้ลูกชายทำเวลาว่าง ซึ่งในทุกวันจะมีการโทรศัพท์พูดคุยผ่านแอปฯ แมสเซ็นเจอร์ แต่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 69 ตนติดต่อลูกชายไม่ได้ จึงโทรไปหาอาจารย์ผู้ดูแลโครงการฯ ซึ่งได้คำตอบว่าลูกชายถูกยึดโทรศัพท์เพราะมีปัญหากับพระพี่เลี้ยง ตนจึงขอวีดิโอคอลแทน แต่กลับได้รับคำตอบว่าตอนนี้ลูกชายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อได้ยินดังนั้นตนรู้สึกตกใจมาก จึงรีบสอบถามเรื่องราว ทราบว่าลูกชายถูกพระพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกาย ต่อยเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง จนกระดูกใต้ตาหัก กระดูกโหนกแก้มแตก สาเหตุเพียงเพราะลูกชายไม่ยอมให้พระพี่เลี้ยงยึดโทรศัพท์มือถือ และพระพี่เลี้ยงเดินเข้ามาประชิดตัว ลูกชายจึงดันออก ทำให้ถูกทำร้าย จากนั้นตนจึงรีบขับรถจาก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมาหาลูกชายทันที
หลังเกิดเหตุลูกชายต้องร้องขอไปโรงพยาบาลเองเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว และขอสึกก่อนกำหนด เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 69 เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เล่าให้ตนฟังว่าขนาดนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ลืมตามายังเห็นพระพี่เลี้ยงนั่งอยู่ข้างๆ ทำให้เกิดความหวาดระแวง เอาชาไข่มุกมาให้กินก็ไม่กล้ากิน แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมให้สึกบอกจะขอดูแล แต่ตนไม่สามารถปล่อยไว้ได้เพราะลูกชายต้องประคบเย็นทุก 2 ชั่วโมง จึงแจ้งตำรวจก่อนจะนำตัวลูกชายกลับมารักษาต่อใกล้บ้าน ลูกชายมีอาการบาดเจ็บ ทำให้อ้าปากกว้างและทานข้าวได้ลำบาก ตนต้องการให้รักษาลูกชายที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ทางวัดขอให้รักษาโรงพยาบาลรัฐแทน ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องผ่าตัดด้วยแพทย์เฉพาะทาง แบบใส่เหล็ก ราคา 120,000 บาท แบบใส่ซิลิโคน ราคา 200,000 บาท โดยขอให้ตนทำเรื่องผ่อนกับทางโรงพยาบาลซึ่งไม่สามารถทำได้
ทุกวันนี้ต้องใช้สิทธิบัตร 30 บาทแทน ซึ่งตนมีความกังวลในการรักษาระยะยาว จึงไปปรึกษากับโรงพยาบาลเอกชนหลายที่ แพทย์ลงความเห็นว่าการศัลยกรรมด้วยซิลิโคนจะมีผลดีต่ออนาคตมากกว่า เพราะลูกชายอายุยังน้อย อนาคตอาจจะไม่เหมือนเดิม วันนี้ตนเดินทางมาร้อง ”กัน จอมพลัง“ เพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม และอยากได้ความรับผิดชอบในเรื่องของการรักษาพยาบาล รวมทั้งอยากได้หมอเฉพาะทางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของลูกชายด้วย วัดอ้างว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันพระพี่เลี้ยงก็ยังไม่สึกจากความเป็นพระ เพียงแต่ย้ายไปวัดต้นสังกัด อ้างว่ารอคดีสิ้นสุด และมีคำสั่งจากอัยการให้สึกเท่านั้น
นอกจากนี้ครอบครัวมีการตั้งข้อสงสัยว่าพระพี่เลี้ยงมีอารมณ์ฉุนเฉียวเกินเหตุ มาจากสาเหตุใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถตรวจปัสสาวะได้ พร้อมถามตนกลับว่า “แล้วคุณแม่ต้องการจะให้ผมทำอะไรหรอครับ“ ตนเกรงว่าพระพี่เลี้ยงจะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย นอกจากนี้ทางวัดได้มีการต่อว่าตนทำให้วัดเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งตนมองว่าการให้ลูกชายบวชในโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ควรอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของวัด เพราะตนไม่ได้พาลูกไปใส่บาตรทำบุญแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทเอง วัดถึงจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

กัน จอมพลัง กล่าวว่า วันนี้ก่อนที่ตนจะได้พูดคุยกับคุณแม่ผู้เสียหาย ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามทาง ผกก.สภ.สิชล ซึ่งท่านได้รับปากว่าจะเร่งรัดคดีนี้ให้เร็วที่สุด โดยจะให้สหวิชาชีพนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม ตอนนี้ทราบมาว่าทาง ผกก. ได้เชิญตัวพระพี่เลี้ยงที่ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส” แต่ประเด็นตอนนี้ที่คุณแม่ผู้เสียหายตั้งข้อสงสัยคือพระพี่เลี้ยงถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจะยังสามารถบวชเป็นพระได้อีกหรือไม่ ซึ่งตัวพระพี่เลี้ยงก็ได้รับสารภาพแล้วว่าก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหายจริง
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานทางกระทรวงยุติธรรมเพื่อมอบเงินเยียวยาเกี่ยวกับคดีอาญาให้กับครอบครัวผู้เสียหายใช้ในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็รับเรื่องและช่วยประสาน พม.จังหวัด ให้ลงพื้นที่ช่วยดูแลเพิ่มเติมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้เสียหาย อีกเรื่องที่คุณแม่ยังมีความกังวลในขั้นตอนของการรักษาลูกชายในระยะยาว อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ว่ามีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ด้านการรับผิดชอบของทางวัด ตนมองว่าควรเข้ามารับผิดชอบด้วยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน เพราะการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนเป็นโครงการที่ทางวัดจัดขึ้น หากไม่แสดงความรับผิดชอบคิดว่าต่อไปคงไม่มีใครกล้าส่งลูกหลานมาบวช ทั้งนี้ คุณแม่ของผู้เสียหายไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก แค่อยากให้ทางวัดช่วยค่ารักษาพยาบาลลูกชายเท่านั้นเอง

หมายเหตุ : เบลอหน้าน้องโฟโต้/พระพี่เลี้ยง/เณรรูปอื่นๆ/อาจารย์ผู้ดูแลโครงการในวีดิโอคอลด้วยครับ










