“57 ปี กฟผ.” ยืนหยัดรักษาความมั่นคงพลังงาน เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาดฝ่าวิกฤตพลังงานโลก
กฟผ.ยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้คนไทย ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น หวังสร้างแต้มต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยถึงทิศทางการขับเคลื่อน กฟผ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กฟผ.ว่า กฟผ. ขอยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทยท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศไทยจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ไทยต้องเร่งเดินหน้าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า กระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก
เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ
– พัฒนาความแม่นยำระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) โดยนำเทคโนโลยีผสานแบบจำลองพยากรณ์หลายรูปแบบ ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนลดลง ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
– พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจาก ครม. ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
– ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จ.ชลบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 จ.ระยอง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้
ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ ไฮโดรเจน แอมโมเนีย เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนรูปแบบต่างๆ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ รวมถึงสร้างพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ไบโอมีเทน E-methane
นอกจากนี้ กฟผ. ยังผสานความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาคระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ กฟผ. มุ่งเน้นความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟาเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ดำเนิน “โครงการ 100 ปี พระบรมราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่ชุมชนชัยพัฒนา อุทกพัฒน์ฯ กฟผ.” ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน








