“วัน แชมเปียนชิพ“ เคลียร์ใจ ”รถถัง จิตรเมืองนนท์“ พร้อมค่ายจิตรเมืองนนท์ เปิดโต๊ะคุย 3 ฝ่าย จบด้วยดี สองฝ่ายถอนฟ้องเเพ่ง – อาญา ยันศึกใหญ่ที่ญี่ปุ่น 29 เม.ย. นี้ ยังชกตามกำหนด ด้าน “รถถัง” ประกาศขอสู้เต็มที่เพื่อศักดิ์ศรีนักมวยไทย
วันนี้ (19 เมษายน 2569) ที่ ค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ จ.นนทบุรี นาย จิติณัฐ อัษฎามงคล หรือ “บิ๊กปลาย” ประธาน วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย นัด “รถถัง จิตรเมืองนนท์” พร้อมกับ สมจิตร แว่นแก้ว หัวหน้าค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ และ ซ้อเอ๋ สุนทรี โลหะพืช โปรโมเตอร์ศึกจิตรเมืองนนท์ ร่วมหารือ 3 ฝ่าย และรับฟังข้อสรุปกรณีดราม่าที่เกิดขึ้น หลัง วัน แชมเปียนชิพ ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 542 ล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาท
เมื่อวานนี้ รถถัง จิตรเมืองนนท์ และทีมทนาย แถลงข่าว ขอสัญญาการชก วันซามูไร 1 วันที่ 29 เมษายน โดยทั้ง 3 ฝ่ายใช้เวลาพูดคุยหารือกันประมาณ 40 นาที เพื่อหาทางออกกับประเด็นดังกล่าว ก่อนจะได้ข้อสรุปร่วมกัน
โดย นาย จิติณัฐ อัษฎามงคล ประธาน วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย แถลงชี้แจงกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า ทั้งฝ่ายองค์กร และ “รถถัง” ต่างไม่มีความประสงค์ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ยอมรับต่างฝ่ายต่างรู้สึกอึดอัด และเจ็บปวด หลังความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด เกิดความไม่เข้าใจ จนลุกลามไปสู่ข้อพิพาท และคดีความ
ย้ำชัดว่า ทางวัน แชมเปียนชิพ พยายามหาทางออกผ่านการเจรจา โดยไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องในอดีต แต่เน้นหาทิศทางใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
พร้อมกล่าวขอบคุณ “สมจิตร เมืองนนท์” และ “ซ้อเอ๋” ที่เข้ามาช่วยประสานให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคลี่คลายสถานการณ์
ในส่วนของการแข่งขัน “ศึกวัน ซามูไร” ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ระบุว่า ทุกฝ่ายต้องการเห็น “รถถัง” นักมวยไทยมูลค่าสูง ขึ้นชกตามกำหนด โดยเจ้าตัวเองก็มีความตั้งใจเต็มที่ที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งมีการหารือร่วมกันแล้วกับทีมงาน และผู้เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า ศึกวันที่ 29 เมษายน ที่ประเทศญี่ปุ่น ยังเดินหน้าตามกำหนดเดิม พร้อมขอให้แฟนมวยงดดราม่า เพื่อเปิดโอกาสให้นักมวยได้โฟกัสกับการแข่งขันอย่างเต็มที่
ตนรู้สึกดีใจที่การพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดี เห็นถึงความมุ่งมั่นของ “รถถัง” ในการขึ้นชก และหวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ และจบลงด้วยดีโดยไม่มีข้อขัดแย้ง
ทั้งนี้ ยังมีการตกลงร่วมกันว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกประเด็น รวมถึงแนวทางจัดการคดีความที่เคยเกิดขึ้น โดยทีมงานให้คำมั่นว่าจะเร่งให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งถึงทั้งสองฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา
ทนายเจน ไพศิษฐ์ ทนายความของรถถัง กล่าวว่า มีการเสนอเงื่อนไขอย่างชัดเจนเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยข้อเสนอจากฝั่ง “รถถัง” มีทั้งหมด 3 ประเด็นสำคัญ คือ
1.) ขอให้ทาง วัน แชมเปียนชิพ ถอนฟ้องคดีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อยุติข้อพิพาททางกฎหมายทั้งหมด
2.) เสนอให้ยกเลิกสัญญาทุกฉบับที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่โดยไม่มีข้อผูกมัดเดิม
3.) การขึ้นชกของ “รถถัง” ในวันที่ 29 เมษายน นี้ จะต้องเป็นการชกในฐานะนักมวยอิสระ ไม่ผูกพันกับสัญญาใดๆ
ขณะที่ ทนายหมู นพมาศ ธรรมธีร ทนายความฝั่ง วัน แชมเปียนชิพ ระบุ ข้อเสนอจากทางวัน แชมเปียนชิพ มี 3 ประเด็นหลักเช่นกัน
1.) ขอให้ “รถถัง” ไม่ดำเนินคดีใดๆ ทั้งทางแพ่ง และอาญา ในประเด็นเกี่ยวกับลายมือชื่อ พร้อมทั้งให้มีการแถลงขอโทษ โดยระบุว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของเจ้าตัวเอง
2.) ขอให้ “รถถัง” งดเปิดเผย หรือพูดถึงรายละเอียดของสัญญาที่เคยทำไว้ในปี 2022 อีกต่อไป
3.) ขอให้ไม่มีการโพสต์ หรือสื่อสารพาดพิงถึง “วัน แชมเปียนชิพ” หรือพนักงานในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ทนายความระบุว่า ภายหลังการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของขั้นตอนทางกฎหมายและเอกสารต่างๆ จะดำเนินการอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจบการแข่งขันของ “รถถัง” ในวันที่ 29 เมษายน นี้ เนื่องจากมีรายละเอียดด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดทำให้ครบถ้วน โดยคาดว่าหลังการแข่งขัน ทุกอย่างจะมีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ด้าน “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ยอมรับ ตนรู้สึกโล่งใจ และดีใจที่สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี
พร้อมเผยว่า วันนี้ทุกฝ่ายได้มีการพูดคุย และสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้อย่างลงตัว ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้จบลงด้วยดี
ทั้งนี้ “รถถัง” ยังได้กล่าวขอบคุณแฟนมวยชาวไทย รวมถึงแฟนกีฬาทั่วโลก ที่ส่งกำลังใจให้ตลอดช่วงที่ผ่านมา พร้อมขอให้ทุกคนร่วมกันสนับสนุนกีฬามวยไทย และรายการของ วัน แชมเปียนชิพ ต่อไป ยืนยันในฐานะนักมวยอาชีพ จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในไฟต์สำคัญวันที่ 29 เมษายน นี้ พร้อมตั้งเป้า คว้าชัยชนะมาฝากแฟนชาวไทยให้ได้จบดราม่าลงด้วยดี หลังแถลงร่วมกัน ฝั่ง ONE และ ฝั่ง รถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่างมีข้อเสนอที่หาทางออกร่วมกัน ยืนยันไฟต์ชกกับทาเครุมีแน่วันที่ 29 เม.ย.นี้
จากกรณีข้อพิพาทบานปลายระหว่าง “ยอดมวยระดับโลก” กับ “อาณาจักรกีฬายักษ์ใหญ่” ที่มีการขู่ฟ้องร้องและโต้ตอบกันผ่านสื่อจนกลายเป็นคดีความ ล่าสุดคู่กรณีทั้งสองฝ่ายรุดเจรจายุติศึก ยอมถอนฟ้องทั้งแพ่ง-อาญา เตรียมคืนอิสระให้นักชกดังขึ้นสังเวียนที่ญี่ปุ่นในฐานะนักมวยไร้สังกัด
วันที่ 19 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสรุปในการเจรจาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การ “ระงับข้อพิพาททางคดี” เป็นอันดับแรก โดยฝั่งของ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญให้ทาง ONE Championship ดำเนินการถอนฟ้องทุกคดีความ ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรืออาญา ที่มีการยื่นฟ้องไว้ทั้งในราชอาณาจักรไทยและต่างประเทศ เพื่อให้จบสิ้นภาระผูกพันทางตุลาการต่อกัน
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งรถถังเองก็ตกลงที่จะไม่ดำเนินการฟ้องร้องกลับ (Counter-suit) ทั้งทางแพ่งและอาญาต่อ ONE เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนในการปิดสำนวนความขัดแย้งครั้งนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด รับสารภาพความเข้าใจผิดปม “ปลอมลายเซ็น” ในส่วนของประเด็นที่เคยเป็นข่าวดังเรื่องความโปร่งใสของเอกสาร สัญญาฉบับนี้ระบุให้รถถังต้องออกมา แถลงขอโทษ และชี้แจงต่อสาธารณชนในประเด็นเรื่อง “ลายเซ็น” โดยให้ระบุว่าเป็นความเข้าใจผิดของตนเอง และจะไม่มีการขุดคุยหรือเผยแพร่รายละเอียดเชิงลึกของสัญญาเจ้าปัญหาเมื่อปี 2022 อีก รวมถึงสั่งห้ามโพสต์ข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาท หรือสร้างความเสียหายให้กับบุคลากรและองค์กร ONE อีกต่อไป
สำหรับสถานะทางกฎหมายของตัวนักชก มีการระบุให้สัญญาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือการตกลงทางวาจาถือเป็นอันสิ้นสุดลง (Void) ส่งผลให้การชกไฟต์สำคัญในวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ประเทศญี่ปุ่น รถถังจะมีสถานะเป็นนักชกอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อสังกัดเดิมอีกต่อไป
บทสรุปสุดท้ายของคดีความขัดแย้งนี้ จบลงที่การคืนสิทธิ์ในการบริหารจัดการตัวนักชกให้แก่ คุณสมจิตร แว่นแก้ว (แม่เอ๋) หัวหน้าค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ ซึ่งถือเป็นผู้มีสิทธิ์ในตัวนักมวยโดยชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว “หากในอนาคตมีการละเมิดข้อตกลง หรือทาง ONE ต้องการทำธุรกรรมร่วมกับนักชกรายนี้อีก จะต้องเริ่มต้นกระบวนการเจรจาใหม่ผ่านหัวหน้าค่ายจิตรเมืองนนท์เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางกฎหมายซ้ำรอยเดิม”











