ปทุมธานี ตร.เร่งตามชาย3คนกล้องวงจรปิดนำกระเป๋าใส่ซากสุนัขตายมาทิ้ง มูลนิธิวอชด็อกแจ้งตรวจสอบทารุนสัตว์
จากกรณีมีกระเป๋าเดินทางปริศนาสีดำนำมาวางเอาไว้ข้างบ้านหลังหนึ่งภายในซอย 12/1 หมู่บ้านพฤกษาซี ม.4 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กระเป๋ามีน้ำสีเหลืองไหลออกมาและมีหนอนไต่ยั้วเยี้ยเมื่อเปิดกระเป๋าถึงกับผงะพบเป็นซากสุนัขสภาพขึ้นอืดส่งกลิ่นเน่าเหม็นกระจายชาวบ้านพากันแตกฮือตามที่เสนอข่าวไปแล้ว
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 เมษายน 2569 นางสาวรัตติยา เตียวตระกูล รองประธานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ยุทธการ คล้าวละม่อม สารวัตร (สอบสวน) สภ.คลองหลวง เพื่อลงบันทึกตรวจสอบกรณีมีคนนำกระเป๋าเดินทางสีดำยัดใส่ซากสุนัขตายสภาพเน่าเหม็นปิดล็อครหัสไปทิ้งกองขยะตลาดไทและมีพ่อค้าผลไม้เก็บนำกลับมาบ้านพฤกษา ซี คลองสาม เพื่อขอให้มีการพิสูจน์ว่าศีรษะของสุนัขหายไปจริงหรือไม่และมีร่องรอยการถูกทารุนกรรมสัตว์ก่อนเสียชีวิตหรือไม่
ภายหลังนางสาวรัตติยา เตียวตระกูล รองประธานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ แจ้งลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยได้ลงพื้นที่พร้อมด้วยพ.ต.ท.นวชล ชมเชย สว.สส.สภ.คลองหลวง ตรวจสอบจุดพบกระเป๋าที่มีซากสุนัขตายบริเวณจุดทิ้งขยะภายในตลาดขายทุเรียนตลาดไอยรา ตั้งอยู่ ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จากการตรวจสอบพบว่ากระเป๋าใบดังกล่าวไม่อยู่ในจุดที่นำกลับมาวางทิ้งเอาไว้แล้วเพื่อจะนำมาตรวจพิสูจน์อีกครั้ง
ด้านนางสาวรัตติยา เตียวตระกูล รองประธานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า วันนี้ตนในฐานะมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ได้เดินทางมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันและประสานงานกับตำรวจเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ตลาดที่เจอซากของน้องหมาพร้อมทั้งต้องมีการพิสูจน์ว่าศีรษะของสุนัขหายไปจริงหรือไม่ และมีร่องรอยการถูกทำทารุนกรรมก่อนตายหรือเปล่า ซึ่งกรณีนี้ถือว่าผิดปกติอย่างมากเพราะโดยทั่วไปหากสุนัขมีเจ้าของเมื่อตายหรือเสียชีวิตแล้วมักจะถูกนำไปฝังเผาหรือทำพิธีอย่างเหมาะสมไม่ใช่นำมาใส่กระเป๋าแล้วล็อกทิ้งแบบนี้ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์จะมีการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตราอื่นเพิ่มเติมเช่นการปล่อยปละละเลยสัตว์
ทั้งนี้การกระทำลักษณะดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน และทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าภายในกระเป๋ามีสิ่งอันตรายหรือเป็นศพประเภทใด อีกทั้งจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่พบว่าพฤติกรรมการทิ้งซากสัตว์ในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยจากสถิติของเคสที่เคยพบที่ผ่านมา
ทางด้านนายพรเทพ เทาสันเทียะ อายุ 46 ปีอาชีพค้าขาย ผู้ที่เก็บกระเป๋าเดินทางที่มีซากสุนัขเอากลับมาไว้ที่บ้าน เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาตามเส้นทางปกติเพื่อนำขยะไปทิ้งที่ถังขยะใบใหญ่ และด้วยนิสัยส่วนตัวตนมักจะคอยมองหาสิ่งของที่พอจะเก็บไปขายหรือนำไปใช้งานต่อได้หากเห็นว่าใช้ประโยชน์ได้เขาก็จะเก็บไว้ หลังจากนั้นก็พบกระเป๋าใบหนึ่งวางอยู่ซึ่งเปิดไม่ได้และไม่รู้ว่าภายในมีอะไร แต่มีกลิ่นซึ่งในตอนนั้นตนเข้าใจว่าเป็นกลิ่นขยะทั่วไปจากบริเวณนั้นหรือจากถังขยะใบใหญ่ จึงตัดสินใจยกกระเป๋ากลับบ้านโดยหวังว่าจะนำไปใช้หรือขายต่อได้ หลังจากนั้นตนก็ไปซื้อผลไม้เพื่อเตรียมนำไปขายตามปกติและเมื่อกลับถึงบ้าน กลิ่นจากกระเป๋าเริ่มรุนแรงขึ้นจนลูกของแฟนรู้สึกคลื่นไส้จะอาเจียน จึงย้ายกระเป๋าไปไว้อีกฝั่งหนึ่งตรงข้ามบ้าน และเมื่อกระเป๋าถูกแดดจัดก็เริ่มมีน้ำไหลซึมออกมา ทั้งที่ตอนแรกที่เก็บมาไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้ ระหว่างนั้นเพื่อนบ้านเริ่มโทรมาสอบถามเกี่ยวกับกลิ่นและความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ตนยังติดภารกิจขายของจึงยังไม่ได้กลับไปตรวจสอบทันที ตนยืนยันว่าไม่ทราบจริงว่าภายในกระเป๋ามีอะไร เพราะพยายามเปิดดูแล้วแต่ไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากกระเป๋าถูกล็อกด้วยรหัส
ทางด้านพ.ต.ท.นวชล ชมเชย สว.สืบสวน สภ.คลองหลวง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยขณะนี้สามารถเห็นภาพบุคคลต้องสงสัยแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวตนอย่างชัดเจน หากสามารถระบุตัวบุคคลได้ จะมีการเรียกตัวมาสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการติดตามและคลี่คลายคดีโดยเร็ว
ที่สุด











