3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้ ยื่น ศอ.บต. ขอโยกย้ายแม่ทัพภาค 4 ชี้คำพูดกระทบสันติภาพ-บิดเบือนบริบทพื้นที่ หากรัฐเมินนำมวลเป่านกหวีดไล่ออกทันที
ยะลา – ตัวแทน 3 สมาคมด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน สมาคมปอเนาะ และสมาคมตาดีกา เข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อขอให้มีการโยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 หลังเห็นว่าการให้สัมภาษณ์มีเนื้อหาสร้างความเข้าใจผิดและกระทบต่อบรรยากาศสันติภาพในพื้นที่
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่
ห้องประชุมรับรอง ชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมตัวแทนทั้ง 3 สมาคม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. โดยมีข้อเรียกร้องให้พิจารณาโยกย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ออกจากพื้นที่
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ได้แก่ ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่
ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นไปตามที่ได้แถลงข่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีตัวแทนจาก 3 องค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เข้าร่วมดำเนินการอย่างพร้อมเพรียง
สาระสำคัญของหนังสือคือ การคัดค้านคำให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีการพาดพิงถึงสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ได้แก่ ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความไม่สงบ โดยตัวแทนทั้ง 3 สมาคมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง
ดร.มังโสด ระบุว่า สถาบันการศึกษาทั้ง 3 ประเภทมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือสนับสนุนความรุนแรงแต่อย่างใด การกล่าวในลักษณะดังกล่าวจึงสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสถาบัน รวมถึงสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่
” เครือข่ายปอเนาะ มองแม่ทัพทัพภาคที่ 4 เป็นตัวอันตรายในพื้นที่ 3 จชต. รัฐบาลยังเอาคนนอกมาบริหาร ไม่เดินตามกฎหมาย ในขณะเดี่ยวกันลึกๆแม่ทัพรู้ว่าใครบงกาาฆ่าสส. หลังจากนี้หากนายกรับหนังสือแล้ว ไม่มีการไลแม่ทัพภาคที่ 4 ออก ทาทาง 3 สถาบันปอเนาะ พร้อมออกเป่านกหวีดไล่ออกพ้นออกพื้นที่และเลขาศอบต.ด้วย เนื่องจากไม่สนองตอบต่อความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ สถาบันปอเนาะพยายาม ขัดเขลาให้เยาวชนอยู่ในระบบการศึกษามายาวนานแค่ไหน เหนื่อยกับการรองรับมาตรการการศึกษาต่างๆ นโยบายการศึกษาจากภาครัฐ แต่มาเสียการปกครองของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีคำพูดแบบอคติกับสถาบันปอเนาะ และสถานศึกษาเอกชนสอสศาสนา” บายอฮุสนี บินฮะยีคอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนศาสนบำรัง อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าว

ทางด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ทาง ศอ.บต.มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข พัฒนาพื้นที่ให้เจริญทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และความมั่นคง พยายาทุกอย่างด้วยหัวใจที่เข้า เข้าถึง พัฒนา ตามศาสตร์พระราชาและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในส่วนของเรื่องที่ผู้ตัวแทนสถาบันปอเนาะยื่นหังสือที่มีการพาดถึงสถาบันปอเนาะ เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจด้านบนเป็นผู้พิจารณา
ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมได้เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษต่อคำพูดที่เกิดขึ้น และพิจารณาย้ายออกจากพื้นที่ โดยระบุว่า หากไม่มีการตอบสนองจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาโยกย้าย ทั้ง 3 องค์กรอาจยกระดับมาตรการ ด้วยการงดให้ความร่วมมือกับกิจกรรมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่
ตัวแทนสมาคมยังเน้นย้ำว่า ศอ.บต. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาพื้นที่ ควรมีบทบาทในการประสานและคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมในพื้นที่ หากขาดความร่วมมือดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวม
นอกจากนี้ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 กลุ่มสมาคมทั้ง 3 เตรียมยื่นหนังสือเพิ่มเติมถึงนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาในลักษณะเดียวกัน เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับโอกาสเข้าพบหรือไม่ แต่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่








