วันจันทร์, มิถุนายน 15, 2026
Latest:
ในประเทศ

ผู้ว่า กกท. แจ้งความเอาผิด “สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย” 

ผู้ว่า กกท. แจ้งความเอาผิด “สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย”

 

ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) นําหลักฐานเข้าแจ้งความกองปราบ เอาผิด “สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง” หลังพบหลักฐานทุจริตงบซีเกมส์ มูลค่ากว่าล้านบาท

 

วันนี้ (20 มี.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (กองปราบ) นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วยพันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นางสาวอรณิช สุขบาล ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เดินทางไปยื่นเอกสารแจ้งความดำเนินคดีกับสมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย กรณีตั้งเบิกงบเช่าสนามสำหรับใช้ในการฝึกซ้อมและการแข่งกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 สูงเกินกว่าค่าใช้จ่ายจริง ณ กองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป.) ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตจักร กรุงเทพมหานคร

 

สำหรับการแจ้งความกล่าวโทษในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของลานฮอกกี้น้ำแข็ง Thailand International Ice Hockey Arena (TIIHA) เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร กรณีสมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย ตั้งเบิกงบประมาณค่าเช่าสนามในการฝึกซ้อมและการแข่งกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ต่อการกีฬาแห่งประเทศไทยสูงเกินกว่าค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งต่อมาสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ลงพื้นที่และดำเนินการตรวจสอบและเก็บข้อมูลที่สำคัญจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสืบสวนพบข้อเท็จจริงว่า สมาคมฯ ได้จัดทำเอกสารปลอมในนามบริษัทฯ เพื่อนำไปเบิกเงินกับการกีฬาแห่งประเทศไทย จนนำมาสู่การแจ้งความกล่าวโทษใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) การปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ 2) การแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ และ 3) การฉ้อโกง

 

โดย ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ (กกท.) ได้นำเอกสารหลักฐาน แจ้งความต่อ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. หลังจากมีการร้องเรียนเข้ามาว่าทางสมาคมฮอกกี้น้ำแข็งได้เขียนใบเสร็จค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่าเช่าสนามซ้อมก่อนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2568 เพื่อใช้เบิกกับทาง กกท. เกินกว่าราคาจริงกว่าเท่าตัว ซึ่ง กกท.ได้จ่ายเงินให้กับทางสมาคมไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยจึงระงับการเบิกจ่ายออกไปก่อน แล้วจึงนําหลักฐาน เข้ามาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบผู้กระทําความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งกรณีนี้ จะผิดทั้งกฎหมายแพ่งและอาญา

“หากมีการตรวจสอบพบว่าผู้กระทําความผิดมีความเกี่ยวข้องไปถึงตัวผู้บริหารของสมาคม ก็จะมีผล ต่อตัวบุคคลทางกกท.อาจจะเข้าไป ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสมาคมได้ นอกจากการทุจริตค่าใช่จ่ายสนามซ้อม น่าจะมีเรื่องของอื่น ๆ ตอนนี้กำลังรอความชัดเจนงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเบี้ยเลี้ยงจ่ายนักกีฬา/ เรื่องของการซื้ออุปกรณ์กีฬาเรื่องของการจ้างโค้ชจ้างเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ และนอกจากสมาคมนี้แล้ว ยังมีสมาคมกีฬาอื่นๆ ได้แจ้งข้อมูลเข้ามาบ้างแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบและแจ้งความดําเนินคดีต่อไป” ดร.ก้องศักดิ์ กล่าว

ปิดโหมดสีเทา